บันดาลโทสะ" VS "แก้แค้น" ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกข้อกฎหมายลดโทษ ที่คนทำผิดมักอ้างแต่ศาลไม่ให้ผ่าน!


 เมื่อเกิดคดีทำร้ายร่างกายหรือฆาตกรรมจากความขัดแย้ง คำหนึ่งที่เรามักได้ยินผู้ต้องหากล่าวอ้างอยู่เสมอคือ "ทำไปเพราะบันดาลโทสะ" ด้วยความเข้าใจว่าคำนี้จะเป็น "ยันต์กันผี" ที่ช่วยให้ไม่ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง แต่ในความเป็นจริง การจะอ้างเหตุบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลดโทษให้ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่ว่าใครจะอ้างก็ได้ บทความนี้ Law-HelpTH จะพาทุกท่านไปเจาะลึกข้อกฎหมายเรื่องการบันดาลโทสะว่ามีความแตกต่างจากการแก้แค้นอย่างไร และศาลมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรครับ

1. การบันดาลโทสะในทางกฎหมายคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ได้วางหลักเกณฑ์ของการบันดาลโทสะไว้ว่า "ผู้ใดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้"

จากตัวบทกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ:

  1. ต้องมีการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง: เช่น การถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง หรือถูกทำร้ายร่างกายก่อน

  2. การข่มเหงนั้นต้องเป็นเหตุอันไม่เป็นธรรม: ผู้ถูกข่มเหงต้องไม่ได้เป็นฝ่ายไปหาเรื่องเขาก่อน หรือไม่ใช่กรณีที่สมัครใจวิวาทกัน

  3. ต้องกระทำความผิด "ในขณะนั้น": ข้อนี้คือจุดตายของหลายคดี! การตอบโต้ต้องเกิดขึ้นในขณะที่กำลังมีอารมณ์โกรธหรือบันดาลโทสะอยู่

2. เส้นแบ่งระหว่าง "บันดาลโทสะ" กับ "การแก้แค้น"

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าการกระทำจะต้องเกิดขึ้น "ในขณะนั้น" หากผู้กระทำถูกข่มเหงแล้ว ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนอารมณ์โกรธลดลง (แม้จะยังมีความเจ็บแค้นฝังใจอยู่) แล้วจึงกลับไปทำร้ายผู้ข่มเหงในภายหลัง กฎหมายจะถือว่าการกระทำนั้นเป็นการ "แก้แค้น" ไม่ใช่การบันดาลโทสะ

  • ตัวอย่างการแก้แค้น: นาย ก. ถูก นาย ข. ตบหน้า นาย ก. โกรธมากแต่เดินหนีกลับบ้านไปก่อน อีก 2 ชั่วโมงต่อมา นาย ก. กลับมาพร้อมมีดและแทงนาย ข. แบบนี้ศาลจะมองว่านาย ก. มีเวลาไตร่ตรองและระงับอารมณ์โกรธแล้ว การกลับมาแทงจึงเป็นการแก้แค้น ไม่ใช่บันดาลโทสะ

  • เกณฑ์การพิจารณาของศาล: ศาลจะใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน" (คนธรรมดาทั่วไป) มาประเมินว่าในสถานการณ์เช่นนั้นและระยะเวลาที่ผ่านไป คนทั่วไปควรจะหายโกรธได้แล้วหรือยัง

3. ผู้ได้รับผลร้ายจากการบันดาลโทสะต้องเป็น "ผู้ข่มเหง" เท่านั้น

องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้กระทำจะต้องกระทำความผิดต่อ "ผู้ข่มเหง" เท่านั้น หากนาย ก. โกรธนาย ข. แต่กลับไปทำร้ายนาย ค. ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรด้วย นาย ก. จะอ้างเหตุบันดาลโทสะเพื่อขอลดโทษไม่ได้ ข้อยกเว้น: อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ที่ไม่ได้เป็นคนเริ่มข่มเหง แต่เข้ามามีส่วนพัวพันในลักษณะ "สนับสนุนหรือเป็นพวก" ของฝ่ายผู้ข่มเหง (เช่น ยืนเชียร์หรือให้กำลังใจฝ่ายผู้ข่มเหง) ศาลอาจมองว่าบุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการข่มเหงด้วย และผู้กระทำอาจอ้างเหตุบันดาลโทสะในการกระทำต่อบุคคลนั้นได้เช่นกัน (อ้างอิงตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2518)

4. บทสรุป: บันดาลโทสะ ไม่ใช่ข้ออ้างของการทำผิด

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ศาลสามารถลดโทษให้ผู้กระทำผิดที่บันดาลโทสะได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจะไม่มีความผิดเลย การใช้กำลังตัดสินปัญหาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ย่อมมีความผิดตามกฎหมายเสมอ การตั้งสติและใช้ช่องทางทางกฎหมายในการแก้ไขข้อพิพาท ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72: ว่าด้วยการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2518: แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับผู้สนับสนุนการข่มเหง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"