ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"

 

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เพจ Law-HelpTH มีประเด็นร้อนจากคลิปไวรัลที่เป็นอุทาหรณ์ชิ้นดีสำหรับคนใช้รถใช้ถนนมาฝากกันค่ะ เหตุการณ์นี้เป็นกรณีที่มีผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ทำโทรศัพท์มือถือหล่นกลางถนน แล้วอ้างว่ารถยนต์ที่ขับตามมาเหยียบโทรศัพท์ของตนจนหน้าจอแตกพังเสียหาย จากนั้นผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่กลับขี่รถสะกดรอยตามรถยนต์คันดังกล่าวไปจนถึงหน้าบ้านในหมู่บ้าน เพื่อบีบบังคับให้เจ้าของรถยนต์ "เรียกพนักงานประกันมาเคลมชดใช้ให้"

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของชาวเน็ตและผู้ใช้รถหลายคนคือ... ในกรณีแบบนี้ ใครเป็นฝ่ายผิดทางกฎหมาย? รถยนต์ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายหรือเรียกประกันให้หรือไม่? และถ้าวันหนึ่งเราโชคร้ายเจอเหตุการณ์คุกคามแบบนี้ควรทำอย่างไร? วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อกฎหมายแบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณกันค่ะ

1. ย้อนดูคลิปวงจรปิด: ทำโทรศัพท์ตกถนนเอง ใครต้องรับผิดชอบ?

จากภาพในกล้องวงจรปิดของนิติบุคคลหมู่บ้าน จะเห็นภาพพฤติการณ์ชัดเจนเลยค่ะว่า ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์รายนี้ขับรถมาโดยใช้มือซ้ายถือโทรศัพท์มือถือไปด้วย จากนั้นโทรศัพท์ก็หลุดมือหล่นลงพื้นถนนและกระเด็นไปหลายตลบ ในจังหวะนั้นเอง รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่งขับชะลอเลี้ยวออกมาจากซอยหมู่บ้านพอดีและทับโทรศัพท์เครื่องนั้น

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า "ถนนมีไว้สำหรับให้รถวิ่งค่ะ" ไม่ใช่สถานที่สำหรับวางหรือทำทรัพย์สินส่วนตัวตกหล่น การที่ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ทำโทรศัพท์หล่นบนพื้นถนน ถือเป็น "ความประมาทเลินเล่อ" ของตัวเจ้าของโทรศัพท์เองเต็มๆ ตามหลักกฎหมายละเมิด

หากมีรถยนต์ขับมาตามปกติ ในเลนปกติ แล้วบังเอิญเหยียบโทรศัพท์เครื่องนั้น ในทางกฎหมายถือว่าคนขับรถยนต์ "ไม่มีความประมาท" ค่ะ เพราะวิสัยของคนขับรถทั่วไปย่อมต้องมองทางข้างหน้าเพื่อระวังรถคันอื่น ระวังคนเดินเท้า หรือระวังสัญญาณไฟจราจร คนขับไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาคอยจ้องมองว่าจะมีโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ หรือสิ่งของชิ้นเล็กๆ ของใครตกอยู่บนพื้นถนนหรือไม่ ดังนั้น เมื่อรถยนต์ไม่ได้ประมาท เจ้าของรถยนต์จึงไม่มีความผิดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ

2. ยอมรับผิดแล้วเรียกประกันให้คู่กรณี... ทำได้ไหม?

ในเหตุการณ์นี้ คู่กรณีพยายามตื๊อและคะยั้นคะยอให้เจ้าของรถยนต์เรียกประกันภัยมาเคลมให้ โดยอ้างเหตุผลทำนองว่า "ให้ประกันจัดการไปเถอะ พี่จะได้ไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง ถือว่าช่วยๆ กัน"

ขอเตือนพี่น้องผู้ใช้รถทุกท่านเลยนะคะว่า "อย่าทำเด็ดขาด!" หากคุณรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด แต่ไปยอมรับผิดและแจ้งกับพนักงานเคลมประกันว่าคุณขับรถไปเหยียบของเขาด้วยความประมาทเพื่อหวังให้ประกันจ่ายเงินแทน จะมีผลเสียร้ายแรงตามมาดังนี้ค่ะ:

  • คุณอาจเสียประวัติดี (No Claim Bonus): ประกันจะบันทึกประวัติทันทีว่าคุณเป็นฝ่ายผิด ทำให้ปีต่ออายุความคุ้มครองหน้า คุณจะไม่ได้รับส่วนลดประวัติดี หรืออาจถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัยให้แพงขึ้นโดยใช่เหตุ

  • เสี่ยงติดคุกข้อหาฉ้อฉลประกันภัย: หากบริษัทประกันภัยตรวจสอบพบภายหลังจากการขอดูกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ หรือกล้องหน้ารถ ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุที่คุณต้องรับผิดชอบ แต่คุณจงใจไปแจ้งความเท็จเพื่อให้บริษัทประกันจ่ายเงิน คุณจะมีความผิดฐานฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งบริษัทประกันสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาและเรียกร้องค่าเสียหายคืนจากคุณได้เลยนะคะ

3. ขับรถตามมาบีบคั้นถึงหน้าบ้าน ผิดกฎหมายข้อไหนบ้าง?

อีกประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกจากคลิปนี้คือ การที่คู่กรณีได้ขับมอเตอร์ไซค์สะกดรอยตามเจ้าของรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้านจนถึงหน้าประตูบ้านเลยค่ะ โดยที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของหมู่บ้านหละหลวม ปล่อยให้คนแปลกหน้าขับตามเข้ามาถึงตัวบ้านโดยไม่ได้แลกบัตร ตรวจสอบ หรือแจ้งให้ลูกบ้านทราบก่อน

การกระทำลักษณะนี้ หากคู่กรณีพยายามบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่บ้าน (ผ่านรั้วบ้านเข้าไป) โดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐาน "บุกรุก" ทันทีค่ะ นอกจากนี้ การขับรถสะกดรอยตามมากดดันถึงที่พักอาศัยยามวิกาล หากมีการใช้วาจาข่มขู่ ตะคอก หรือแสดงท่าทางที่ทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกหวาดกลัวหรือตกใจอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐาน "ข่มขู่ให้เกิดความกลัว" ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

4. วิธีรับมืออย่างถูกต้องเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้

หากคุณต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ขอให้ตั้งสติและปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ค่ะ:

  1. อย่าลงจากรถหากไม่ปลอดภัย: หากคู่กรณีมีท่าทีคุกคาม ขับรถตามมาจี้ท้าย หรือพยายามขวางหน้ารถ ให้คุณล็อกประตูรถทุกบาน ปิดกระจก และนั่งอยู่ในรถค่ะ

  2. โทรแจ้งตำรวจทันที: โทร 191 หรือเบอร์สถานีตำรวจในพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่จุดเกิดเหตุ เพื่อให้ตำรวจมาเป็นคนกลางในการระงับเหตุและบันทึกข้อเท็จจริง

  3. รวบรวมหลักฐานวงจรปิด: กล้องหน้ารถของคุณ หรือกล้องวงจรปิดในบริเวณรอบๆ (เช่น ไปขอดูจากนิติบุคคลหมู่บ้าน) จะเป็นพยานปากเอกและเกราะป้องกันชั้นดีที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้ค่ะ

  4. อย่ายอมรับผิดหากเราไม่ได้ทำผิด: ยืนยันไปตามความจริงว่าเราขับรถมาตามปกติ ไม่เห็นโทรศัพท์ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ประกันภัยในการชี้ขาดข้อกฎหมายค่ะ

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ แต่ความรับผิดชอบต้องเป็นไปตามหลักเหตุและผล การทำของตกบนถนนด้วยความประมาทเลินเล่อของตัวเอง แล้วพยายามคุกคามเพื่อโยนความผิดไปให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่ของกฎหมายและศีลธรรมค่ะ การรู้เท่าทันสิทธิของตนเองและไม่ใจอ่อนยอมรับผิดในสิ่งที่เราไม่ได้ก่อ จะช่วยปกป้องคุณจากปัญหาบานปลายในอนาคตได้อย่างแน่นอนค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: ว่าด้วยหลักเกณฑ์การทำละเมิดและความประมาทเลินเล่อ

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362: ว่าด้วยความผิดฐานบุกรุก

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392: ว่าด้วยความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ

  • พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย: หมวดความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!