แจ้งความตำรวจ VS จ้างทนายฟ้องศาลโดยตรง? เจาะลึกข้อกฎหมายคดี "หมิ่นประมาท
ในยุคโซเชียลมีเดียที่การแสดงความคิดเห็นสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาการต่อว่า ด่าทอ หรือโพสต์ข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงจนนำไปสู่ "คดีหมิ่นประมาท" ถือเป็นคดีที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อตกเป็นผู้เสียหาย หลายคนมักเกิดคำถามสำคัญว่า ควรจะเดินไป "แจ้งความกับตำรวจ" หรือควร "จ้างทนายความเพื่อยื่นฟ้องศาลโดยตรง" แบบไหนจะรวดเร็วและเป็นผลดีกับรูปคดีมากกว่ากัน? บทความนี้ Law-HelpTH จะพาทุกท่านไปเจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของทั้ง 2 เส้นทาง พร้อมอ้างอิงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ท่านนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องครับ
1. คดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายคืออะไร?
ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการฟ้องร้อง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 (หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา) เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเลือกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ 2 ช่องทางหลัก ดังต่อไปนี้
2. ช่องทางที่ 1: การแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
การเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าพนักงานดำเนินการให้ เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรก
ขั้นตอนทางกฎหมาย: เมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความ พนักงานสอบสวนจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วทำสำนวนส่งความเห็นไปยัง "พนักงานอัยการ" เพื่อให้อัยการเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้องคดีต่อศาลแทนผู้เสียหาย
ข้อดี: ในทางทฤษฎีถือเป็นกระบวนการที่รวดเร็วและผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความดำเนินคดี
ข้อเสียและข้อควรระวัง: ในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนมีภาระงานและคดีความที่ต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก
ประกอบกับตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางในการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงอาจไม่มีเวลามาให้คำแนะนำทางกฎหมายหรือช่วยรวบรวมพยานหลักฐานในเชิงลึกให้กับผู้เสียหายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลให้พยานหลักฐานในสำนวนมีน้ำหนักไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ขั้นตอนการพิจารณาสำนวนของชั้นอัยการก็อาจเกิดความล่าช้า มีการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมไปมา จนใช้เวลานานกว่าคดีจะไปถึงศาล
3. ช่องทางที่ 2: การจ้างทนายความฟ้องคดีโดยตรงต่อศาล
การใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 28 (2) ที่ให้อำนาจผู้เสียหายสามารถแต่งตั้งทนายความเพื่อยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ด้วยตนเอง
ขั้นตอนทางกฎหมาย: เมื่อทนายความยื่นฟ้อง กฎหมายบังคับว่าศาลจะต้องทำการ "ไต่สวนมูลฟ้อง" (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 165) ก่อนเสมอ เพื่อดูว่าคดีมีมูลพอที่จะประทับรับฟ้องหรือไม่
ข้อดี: ทนายความจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่รักษาผลประโยชน์ของท่านอย่างเต็มที่
คอยดูแลรายละเอียดข้อกฎหมาย ช่วยรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรอบด้านเพื่ออุดช่องโหว่ของคดี ทำให้คดีมีความรัดกุมและมีน้ำหนักเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของศาล ข้อเสีย: ผู้เสียหายจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าทนายความและค่าธรรมเนียมศาล
รวมถึงในระยะเริ่มต้นอาจดูเหมือนล่าช้ากว่าการแจ้งความ เพราะต้องรอคิววันนัดไต่สวนมูลฟ้องจากศาล ซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 2 เดือนเป็นต้นไป
4. ระยะเวลาในการดำเนินคดี: สิ่งที่ผู้เสียหายต้องเผื่อใจ
ไม่ว่าจะเลือกช่องทางใด สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องตระหนักไว้เสมอคือ "คดีความไม่สามารถจบได้ภายใน 1-2 วัน"
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายอาญา: มาตรา 326 (ความผิดฐานหมิ่นประมาท), มาตรา 328 (ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: มาตรา 28 (อำนาจฟ้องคดีอาญา), มาตรา 165 (กระบวนการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น