ยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดกแต่ศาลไม่ไต่สวน สั่งคืนสำนวน! ไขข้อข้องใจทำไมผู้พิพากษาสองท่านถึงมีคำสั่งต่างกัน?
ในการดำเนินคดีทางศาล โดยเฉพาะการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ทั้งลูกความและทนายความต้องสับสนและตกใจไปตามๆ กันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ในชั้นเตรียมคดี ผู้พิพากษาท่านแรกได้อนุญาตให้ออกหมายเรียกเอกสารทางการเงิน (Statement) ของผู้ตายและคู่สมรสมาเป็นพยานหลักฐานได้ตามที่ทนายความร้องขอ แต่พอถึงวันนัดไต่สวนจริง ผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่งที่ขึ้นนั่งบัลลังก์กลับแจ้งว่า "คดีนี้ไต่สวนไม่ได้" และให้คืนสำนวนกับทนายความไปก่อน
พร้อมทั้งเตือนด้วยความหวังดีว่า หากดึงดันที่จะให้ไต่สวนต่อไป ศาลก็จำเป็นจะต้องมีคำพิพากษา "ยกคำร้อง" เพราะในบัญชีทรัพย์มรดกไม่มีทรัพย์สินใดเลยที่เป็นชื่อของผู้ตาย เหตุการณ์ชวนงงนี้เกิดจากสาเหตุอะไร? ทำไมผู้พิพากษาศาลเดียวกันถึงมีคำสั่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง? บทความนี้มีคำตอบที่อธิบายด้วยภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย และถูกต้องตามหลักกฎหมายมาฝากกันค่ะ
1. ทำไมศาลท่านที่สอง (วันนัดไต่สวน) ถึงไม่ยอมไต่สวน และเตรียมจะยกคำร้อง?
เหตุผลหลักที่ศาลท่านที่สองในวันนัดไต่สวนปฏิเสธที่จะดำเนินคดีต่อ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่อย่างใดค่ะ แต่เป็นเพราะข้อกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของการตั้งผู้จัดการมรดก
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1713 การที่ทายาทจะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขว่ามี "เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก" ซึ่งในทางกฎหมายตีความหมายแฝงไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ตายจะต้องมีทรัพย์มรดกอยู่จริง" (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600) เสียก่อน จึงจะเกิดเหตุขัดข้องให้ต้องไปจัดการ
หากในเอกสารคำร้องและบัญชีทรัพย์มรดกที่ทนายความยื่นต่อศาล ระบุไว้แต่เพียงความว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีโฉนดที่ดิน ไม่มีสมุดบัญชีธนาคาร หรือไม่มีทรัพย์สินใดๆ เลยที่ระบุชื่อ "ผู้ตาย" เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในมุมมองของศาลจะถือว่า "เมื่อไม่มีทรัพย์มรดก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก" ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะตั้งใครขึ้นมาทำหน้าที่นี้ค่ะ
หากศาลยอมไต่สวนคดีนี้ต่อไป สุดท้ายเมื่อจบกระบวนการพิจารณา ศาลก็ต้องเขียนคำพิพากษา "ยกคำร้อง" อยู่ดี ซึ่งจะทำให้ฝ่ายผู้ร้องเสียสิทธิ เสียเวลา และเสียค่าธรรมเนียมศาลไปฟรีๆ การที่ศาลท่านแนะนำให้ "คืนสำนวนไปก่อน" จึงถือเป็นความเมตตาของศาล เพื่อเปิดโอกาสให้ทนายความและทายาทกลับไปตั้งหลัก และแก้ไขคำร้องให้ถูกต้องสมบูรณ์ก่อนที่จะคดีจะเสียไปค่ะ
2. แล้วทำไมศาลท่านแรกถึงเซ็นอนุญาตให้ออกหมายเรียก Statement ได้ตั้งแต่แรก?
หลายคนอาจสงสัยและรู้สึกหงุดหงิดว่า ถ้าคำร้องมันผิดและไม่มีมรดกมาตั้งแต่ต้น ทำไมศาลท่านแรกถึงเซ็นอนุญาตให้ออกหมายเรียกพยานเอกสารมาได้? ทำไมไม่เตือนตั้งแต่ตอนนั้น? เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจระบบการทำงานของศาล (โดยเฉพาะศาลขนาดใหญ่) ที่แยกหน้าที่กันทำงานออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ค่ะ:
ศาลท่านแรก (ศาลที่ดูแลเรื่องคำร้อง/คำสั่งระหว่างพิจารณา): ท่านจะพิจารณาในมุมของ "กระบวนพิจารณาความ" เป็นหลักค่ะ เมื่อทนายความยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกพยานเอกสาร (เช่น ขอ Statement ธนาคาร) เพื่อใช้ในการเตรียมตัวรวบรวมหลักฐาน ศาลจะมองว่านี่คือ "สิทธิ" ที่คู่ความสามารถขอให้ศาลช่วยเรียกเอกสารจากบุคคลภายนอกได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ท่านจึงเซ็นอนุญาตให้ออกหมายเรียกไปตามระเบียบขั้นตอน โดยในชั้นตรวจคำร้องนี้ ศาลอาจจะยังไม่ได้กางสำนวนเพื่อเจาะลึกลงไปตรวจสอบถึงความบกพร่องในเนื้อหาของบัญชีทรัพย์มรดกอย่างละเอียดค่ะ
ศาลท่านที่สอง (ศาลที่นั่งพิจารณาคดีในวันนัดไต่สวน): เมื่อถึงวันนัดไต่สวนจริง ผู้พิพากษาที่จะขึ้นนั่งบัลลังก์จะต้องอ่านเนื้อหาในคำร้อง บัญชีเครือญาติ และบัญชีทรัพย์มรดกทั้งสำนวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อเตรียมตัดสินคดี เมื่อท่านกางบัญชีทรัพย์สินดูแล้วพบว่า "ไม่มีทรัพย์สินที่เป็นชื่อผู้ตายเลย" ท่านจึงมองเห็นข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญในทางกฎหมายแพ่งทันที (ท่องให้ขึ้นใจ: เมื่อไม่มีมรดก = ก็ตั้งผู้จัดการมรดกไม่ได้) ท่านจึงต้องเบรกกระบวนการทั้งหมดไว้ก่อนเพื่อไม่ให้คดีดำเนินไปสู่การยกคำร้องค่ะ
3. ทางออกของปัญหานี้ ทายาทและทนายความต้องทำอย่างไรต่อไป?
เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ ไม่ต้องตกใจหรือโทษกันไปมานะคะ ทางแก้ไขในทางกฎหมายนั้นมีอยู่ และทำได้ไม่ยากเลยค่ะ:
ให้ทนายความและทายาทกลับไปค้นหาทรัพย์สินของผู้ตาย อย่างน้อยที่สุด 1 รายการ ที่มีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่หรือมีมูลค่ามหาศาล ขอแค่มีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของก็พอ เช่น:
สมุดบัญชีธนาคารของผู้ตาย (แม้จะมีเงินเหลือติดบัญชีเพียง 50 บาท หรือ 100 บาท ก็ใช้ได้ค่ะ)
สมุดคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์เก่าๆ
ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4)
กรรมสิทธิ์ในหุ้น หรือสลากออมสิน
เมื่อค้นพบทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้ว ให้นำเอกสารสิทธิชิ้นนั้นมาจัดทำ "บัญชีทรัพย์มรดกฉบับใหม่" และให้ทนายความยื่น "คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องเดิม" เข้าไปในสำนวนคดี เมื่อศาลท่านได้ตรวจสอบสำนวนใหม่แล้วเห็นว่า มีทรัพย์มรดกที่เป็นชื่อของผู้ตายปรากฏอยู่จริง คราวนี้ศาลก็จะสามารถดำเนินการไต่สวนพยาน และมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แก่ครอบครัวของคุณได้อย่างถูกต้อง ราบรื่น และสมบูรณ์ตามกฎหมายค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713: ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก (ทายาทจะร้องขอได้ต้องมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600: ว่าด้วยความหมายของทรัพย์มรดก (ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ของผู้ตายในขณะที่ถึงแก่ความตาย)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น