โดนแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิเสธให้การกับตำรวจแล้วไปสู้ในชั้นศาลดีกว่าจริงหรือ? เจาะลึกข้อกฎหมายที่ผู้ต้องหาต้องรู้

 


เมื่อถูกตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา หลายคนมักได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างว่า "ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้ปฏิเสธไปก่อนแล้วค่อยไปให้การในชั้นศาลทีเดียว" คำแนะนำนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่? และการเลือกให้การกับตำรวจตั้งแต่วันแรก กับการเก็บคำให้การไว้ต่อสู้ในชั้นศาล แบบไหนจะเป็นผลดีกับรูปคดีของคุณมากกว่ากัน? บทความนี้จะพามาไขข้อข้องใจด้วยหลักกฎหมายที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างถูกต้องค่ะ

1. สิทธิที่จะ "ไม่ให้การ" เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย

สิ่งแรกที่ผู้ต้องหาทุกคนต้องรู้คือ เมื่อถูกแจ้งข้อกล่าวหา คุณมีสิทธิเต็มที่ที่จะไม่ตอบคำถามใดๆ ของตำรวจก็ได้ค่ะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 134/4 (1) บัญญัติให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาก่อนถามคำให้การว่า "ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ต้องหาอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้"

กฎหมายข้อนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาถูกบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพ และให้สิทธิในการตั้งสติปรึกษาทนายความก่อนค่ะ

2. การให้การกับตำรวจ (ชั้นสอบสวน) ดีอย่างไร?

การเลือกให้รายละเอียดและชี้แจงความจริงกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้น มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องระวัง ดังนี้ค่ะ:

  • ข้อดี: หากคุณเป็นผู้บริสุทธิ์และมีหลักฐานชัดเจน (เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคลที่ยืนยันที่อยู่ หรือเอกสารโต้แย้ง) การนำหลักฐานเหล่านี้ไปมอบให้ตำรวจพร้อมคำให้การ จะช่วยให้พนักงานสอบสวนเห็นภาพรวมที่แท้จริง หากหลักฐานแน่นหนาพอ ตำรวจหรือพนักงานอัยการอาจมีความเห็น "สั่งไม่ฟ้องคดี" ทำให้เรื่องยุติลงตั้งแต่ชั้นตำรวจ โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลาไปขึ้นศาลเลยค่ะ

  • ข้อเสียและข้อควรระวัง: หากคุณให้การโดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาทนายความ หรือตกอยู่ในความตื่นตระหนก คุณอาจเผลอให้ข้อมูลที่สับสน หรือให้การที่เป็นผลร้ายต่อตัวเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเอกสารคำให้การนี้จะถูกบันทึกไว้ในสำนวน และอัยการสามารถนำไปใช้ปรักปรำคุณในชั้นศาลได้ค่ะ

3. การขอไปให้การในชั้นศาล (ปฏิเสธชั้นสอบสวน) ดีกว่าจริงไหม?

การให้การสั้นๆ ว่า "ขอปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น" เป็นกลยุทธ์ที่ทนายความส่วนใหญ่มักแนะนำลูกความ โดยมีเหตุผลดังนี้ค่ะ:

  • ข้อดี: เป็นวิธีที่ "ปลอดภัยที่สุด" เพราะคุณจะยังไม่เผยไต๋หรือแนวทางการต่อสู้คดีให้ฝั่งตรงข้ามรู้ นอกจากนี้ เมื่อคดีไปถึงชั้นศาล ทนายความของคุณจะมีสิทธิขอคัดถ่ายสำนวนเพื่อดูว่าฝั่งโจทก์มีพยานหลักฐานอะไรบ้าง ทำให้คุณสามารถเตรียมตัวหาหลักฐานมาหักล้างได้อย่างรัดกุมและตรงจุดค่ะ

  • ข้อเสีย: การที่คุณไม่ชี้แจงอะไรเลยในชั้นสอบสวน ตำรวจก็จะต้องทำสำนวนส่งฟ้องอัยการตามพยานหลักฐานที่มี (ซึ่งมักจะเป็นหลักฐานจากฝั่งผู้เสียหาย) ทำให้โอกาสที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้องมีน้อยลง คดีจึงต้องเข้าสู่กระบวนการของศาล ซึ่งหมายถึงคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความ เสียเวลาขึ้นศาลหลายนัด และต้องเผชิญกับความเครียดที่ยาวนานขึ้นค่ะ

4. สรุปแล้วควรเลือกทางไหนดีที่สุด?

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าแบบไหนดีกว่ากันค่ะ แต่ขอแนะนำหลักการประเมินง่ายๆ ดังนี้:

  • ควรให้การชั้นสอบสวน: เมื่อคุณไม่ได้ทำผิดจริง และมีพยานหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานชัดเจน 100% ว่าคุณบริสุทธิ์

  • ควรขอไปให้การในชั้นศาล: เมื่อคดีมีความซับซ้อน (เช่น คดีฉ้อโกง ธุรกิจ สัญญา) พยานหลักฐานมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่ต้องตีความ หรือเมื่อคุณยังไม่มีทนายความอยู่ด้วยในวันนั้น การขอสงวนสิทธิไปให้การชั้นศาลย่อมปลอดภัยที่สุดค่ะ

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การมีทนายความคอยให้คำปรึกษา" ตั้งแต่วันแรกที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะทนายความจะช่วยประเมินรูปคดีและเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับคุณค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.): มาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยสิทธิของผู้ต้องหาในการที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และการแจ้งสิทธิของพนักงานสอบสวน


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"