ผู้รับเหมาบริษัททิ้งงาน ฟ้องบริษัทอย่างเดียวอาจไม่ได้เงินคืน! เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุด "ดึงกรรมการมารับผิดชอบส่วนตัว" ได้อย่างไร?
ปัญหาการจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างอาคาร คลังสินค้า หรือบ้านพักอาศัย แล้วประสบปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน สร้างไม่ตรงตามแบบ ผิดสเปค หรือไม่ได้คุณภาพ ถือเป็นฝันร้ายอันดับต้นๆ ของเจ้าของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการทำสัญญาว่าจ้างกระทำในรูปแบบของ "นิติบุคคลบริษัท" หลายคนมักเข้าใจว่าหากเกิดปัญหาขึ้น ความรับผิดชอบทั้งหมดจะจำกัดอยู่แค่ตัวบริษัทเท่านั้น และหากบริษัทไม่มีทรัพย์สินให้ยึด เจ้าของโครงการก็มักจะต้องกลายเป็นเจ้าหนี้กระดาษที่ได้รับเพียงคำพิพากษาแต่ไม่ได้เงินคืน จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจคำพิพากษาศาลฎีกาแนวใหม่ที่พลิกโฉมการดำเนินคดี ซึ่งเปิดทางให้สามารถฟ้องทะลุเปลือกบริษัทให้กรรมการต้องร่วมรับผิดชอบส่วนตัวได้ครับ
1. ข้อจำกัดเดิม: ฟ้องบริษัทแต่บังคับคดีไม่ได้
โดยทั่วไปตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติบุคคลประเภท "บริษัทจำกัด" มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายที่แยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นหรือกรรมการอย่างเด็ดขาด ทำให้เวลาเกิดความเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างทำของ เจ้าหนี้จะต้องฟ้องร้องบังคับคดีเอากับตัวบริษัทที่เป็นคู่สัญญา แต่ในทางปฏิบัติ ผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทจำกัดหลายแห่งมักไม่มีทรัพย์สินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ยึดมาชำระหนี้ ทำให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียเงินนับล้านบาทไปฟรีๆ โดยไม่สามารถทำอะไรตัวกรรมการหรือผู้บริหารที่แท้จริงได้เลย การที่กรรมการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดหรือหลบเลี่ยงหนี้ ถือเป็นการขัดต่อหลักความสุจริตตาม "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5"
2. ทางออกใหม่ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ล่าสุด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจและสร้างบรรทัดฐานครั้งสำคัญ โดยเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องทั้งตัวบริษัทผู้รับเหมาและ "กรรมการผู้มีอำนาจ" เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกัน แม้ในชั้นต้นศาลอาจจะยังมีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ในที่สุด ศาลฎีกาได้พิพากษาให้กรรมการต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้หนี้สินส่วนตัวร่วมกับบริษัทด้วย (ในคดีดังกล่าวมีมูลค่าหนี้สินและค่าเสียหายสูงถึงกว่า 20 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย)
3. เหตุผลและพฤติการณ์ที่ศาลฎีกาดึงกรรมการมารับผิดส่วนตัว
ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยไว้ว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า:
บริษัทมีกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนและถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทอย่างแท้จริง เสมือนเป็นเจ้าของบริษัทที่ตัดสินใจในทุกเรื่อง
การทำสัญญาในนามบริษัทมีลักษณะส่อไปในทางไม่สุจริต มีพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งแสวงหากำไรเข้าตัว แต่ผลักภาระความเสี่ยงหรือความเสียหายมาให้บริษัทรับผิดชอบแทน ในขณะที่บริษัทกลับไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้
พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการ "ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นการเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาโดยไม่เป็นธรรม"
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ศาลจึงใช้ดุลพินิจเพิกถอนความคุ้มครองจำกัดความรับผิดของนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) และพิพากษาให้กรรมการซึ่งเป็นจำเลยร่วมต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาร่วมรับผิดชอบชดใช้หนี้ให้กับโจทก์ด้วย
4. บทเรียนและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เสียหาย
คำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการดำเนินคดีแพ่งและคดีธุรกิจในประเทศไทย หากเจ้าของโครงการหรือผู้เสียหายรายใดกำลังเผชิญปัญหาผู้รับเหมาบริษัททิ้งงานและมีพฤติการณ์เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งตัวบริษัทและกรรมการส่วนตัวจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดตามทวงคืนความยุติธรรมและทรัพย์สินของท่านกลับคืนมาได้ครับ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 (หลักความสุจริต)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 (ลักษณะสัญญาจ้างทำของ)
แนวคำพิพากษาศาลฎีกา (หลักการเพิกถอนความคุ้มครองจำกัดความรับผิดของนิติบุคคล / Piercing the Corporate Veil)
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย / ศาลแพ่ง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น