จ่ายค่าศาลผิดประเภท! จำเลยสู้ "กระบวนพิจารณาผิดระเบียบ" ศาลจะยกฟ้องทันทีไหม? เจาะลึกผลกระทบต่อคดีและทนายความ

 


ในการยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาล การประเมินและคำนวณ "ค่าธรรมเนียมศาล" (ค่าขึ้นศาล) ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญมาก แต่บางครั้งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความข้อกฎหมาย ทำให้ทนายความโจทก์ประเมินคดีผิดพลาดและเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมศาลในอัตราของ "คดีไม่มีทุนทรัพย์" (ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เหมาจ่ายเพียง 200 บาท) แต่เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กลับยื่นคำให้การต่อสู้ว่า คดีนี้แท้จริงแล้วโจทก์เรียกร้องผลประโยชน์ที่เป็นเงินหรือทรัพย์สิน ถือเป็น "คดีมีทุนทรัพย์" การที่โจทก์จ่ายค่าศาลมาแค่ 200 บาทจึงเป็น "กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ" และขอให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเสีย

สถานการณ์เช่นนี้ย่อมสร้างความตกใจและความกังวลให้แก่ลูกความและฝ่ายโจทก์อย่างมาก ว่าคดีจะพังทลายลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสืบพยานหรือไม่ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกอย่างละเอียดว่า ศาลจะมีแนวทางพิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทนายความโจทก์มีอะไรบ้างค่ะ

1. "กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ" กรณีเสียค่าศาลขาด คืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 27 ได้บัญญัติเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเอาไว้ กลไกนี้มีไว้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในการดำเนินคดี ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเกิดจากฝ่ายคู่ความหรือเกิดจากฝั่งศาลเองก็ตาม

เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ครบตามกฎหมาย ถือเป็นการโต้แย้งความสมบูรณ์ของคำฟ้องโดยตรง เมื่อมีข้อโต้แย้งนี้ ศาลจะมีหน้าที่ต้องกลับไปตรวจพิจารณาเนื้อหาคำฟ้องและ "คำขอท้ายฟ้อง" ของโจทก์อย่างละเอียดอีกครั้ง ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการฟ้องร้องครั้งนี้คืออะไร หากโจทก์ฟ้องเพื่อเรียกร้องเอาเงิน ร้องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ ที่สามารถคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีนั้นจะต้องถูกจัดเป็น "คดีมีทุนทรัพย์" ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง (แต่ไม่เกิน 200,000 บาท) การจ่ายมาเพียง 200 บาทจึงถือว่าผิดระเบียบจริงตามที่จำเลยอ้างค่ะ

2. ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันทีเลยหรือไม่?

หลายคนกังวลว่าศาลจะปัดตกคดีทันที แต่ในความเป็นจริง กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีความยืดหยุ่นและให้โอกาสคู่ความในการต่อสู้คดีเสมอค่ะ ศาลจะไม่มีคำสั่งยกฟ้องทันที เพียงเพราะโจทก์คำนวณจ่ายค่าศาลผิดประเภท

หากศาลทำการไต่สวนหรือพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นพ้องด้วยกับฝั่งจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ต้องเสียค่าศาลเพิ่ม ศาลจะใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 โดยศาลจะมี "คำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาด มาวางต่อศาลให้ครบถ้วน ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด" (เช่น ศาลอาจให้เวลา 15 วัน หรือ 30 วัน เพื่อให้โจทก์ไปเตรียมเงินมาจ่าย) ซึ่งผลลัพธ์จะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้ค่ะ:

  • กรณีที่ 1: โจทก์นำเงินมาจ่ายครบตามกำหนดเวลา หากโจทก์หาเงินมาจ่ายค่าศาลส่วนที่ขาดได้ครบถ้วน กระบวนพิจารณาที่เคยผิดระเบียบนั้นก็จะถูกแก้ไขให้กลับมาถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย คดีจะสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ศาลจะกำหนดวันนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานเพื่อตัดสินเนื้อหาคดีต่อไปค่ะ

  • กรณีที่ 2: โจทก์ไม่นำเงินมาจ่ายตามกำหนดเวลา หากครบกำหนดแล้วโจทก์ยังคงเพิกเฉย ไม่มีเงินมาจ่าย หรือไม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไป กรณีนี้ศาลจะถือว่าโจทก์ไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลจะมีคำสั่ง "ไม่รับคำฟ้อง" หรือถือว่าโจทก์มีเจตนา "ทิ้งฟ้อง" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์แพ้คดีในรอบนี้ไปโดยปริยาย แม้จะสามารถยื่นฟ้องใหม่ได้หากอายุความยังไม่ขาด แต่ก็ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมดค่ะ

3. ความเสียหายและผลกระทบที่ตามมาต่อ "ทนายความโจทก์"

ในส่วนของทนายความโจทก์ที่เป็นผู้ประเมินรูปคดีผิดพลาดจนทำให้เสียค่าศาลไม่ครบนั้น ศาลจะไม่มีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา สั่งปรับ หรือสั่งจำคุกทนายความค่ะ เพราะในมุมมองของกฎหมาย นี่ถือเป็นความคลาดเคลื่อนในการตีความข้อกฎหมายแพ่ง ไม่ใช่การทุจริต หรือการจงใจหลอกลวงศาล

แต่ถึงแม้ศาลจะไม่ลงโทษ ทนายความโจทก์ก็จะหลีกเลี่ยงผลกระทบและความรับผิดชอบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนี้ค่ะ:

  1. ความเสียหายต่อรูปคดีและสิทธิของลูกความ: หากศาลสั่งให้จ่ายค่าศาลเพิ่มเป็นจำนวนเงินหลักหมื่นหรือหลักแสนบาทอย่างกะทันหัน แล้วลูกความไม่ได้เตรียมเงินส่วนนี้เผื่อไว้จนไม่สามารถหามาจ่ายได้ทัน คดีจะถูกศาลสั่งจำหน่ายคดี ลูกความย่อมเสียสิทธิในการเรียกร้องความยุติธรรม และอาจเสียเปรียบในทางคดีอย่างร้ายแรง

  2. ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพและมรรยาททนายความ: ลูกความย่อมเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ทนายความประเมินคดีผิดพลาด จนทำให้พวกเขาต้องวิ่งเต้นหาเงินกะทันหัน หรือทำให้คดีต้องถูกยกไป หากเกิดความเสียหายร้ายแรง ลูกความมีสิทธิเต็มที่ในการนำเรื่องนี้ไปยื่นร้องเรียนต่อ "สภาทนายความ" เพื่อให้สอบสวนในประเด็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความฐานทอดทิ้งคดีหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง

  3. การถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย: ลูกความสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องทนายความของตนเองเป็นคดีแพ่งได้ เพื่อเรียกค่าเสียหายฐานกระทำละเมิด หรือผิดสัญญาจ้างทำของ โดยเรียกร้องให้ทนายความชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการทำงานที่ขาดความรอบคอบจนทำให้ลูกความเสียสิทธิในคดีหลักค่ะ

การตีความและแยกประเภทคดีให้ถูกต้องก่อนยื่นฟ้อง จึงเป็นหัวใจสำคัญขั้นพื้นฐานของการทำงานวิชาชีพทนายความ หากกรณีใดมีความก้ำกึ่งหรือไม่แน่ใจ ทนายความควรเตรียมพร้อมอธิบายข้อกฎหมายและแจ้งความเสี่ยงเรื่องค่าขึ้นศาลส่วนเพิ่มให้ลูกความทราบล่วงหน้าเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกจำเลยโต้แย้ง จนนำไปสู่การที่คดีถูกสั่งจำหน่าย และทำลายความไว้วางใจระหว่างทนายความกับลูกความในภายหลังค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.):

    • มาตรา 18: ว่าด้วยอำนาจของศาลในการสั่งให้คู่ความแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง

    • มาตรา 27: ว่าด้วยกลไกการเพิกถอนและการสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

    • มาตรา 174 (2): ว่าด้วยเงื่อนไขการทิ้งฟ้อง ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"