พลิกคดีแพ่งด้วย "หลักสุจริต" (ป.พ.พ. มาตรา 5) อาญาสิทธิ์สู้คดีเมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบทางกฎหมาย



ในการต่อสู้คดีความทางแพ่ง นอกเหนือจากการงัดพยานหลักฐาน เอกสาร หรือพยานบุคคลมาสู้กันในชั้นศาลแล้ว ยังมีเทคนิคทางข้อกฎหมายที่ทรงพลังอีกประการหนึ่งซึ่งทนายความมักนำมาใช้เพื่อพลิกคดีให้กลับมาชนะได้อย่างเด็ดขาด นั่นคือการยกข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า คู่ความอีกฝ่ายกระทำการ ใช้สิทธิ หรือฟ้องคดีโดย "ไม่สุจริต" หลักการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดที่ศาลนำมาพิจารณาเพื่อมอบความยุติธรรม มุ่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำ และป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาเอารัดเอาเปรียบกัน

1. หลักสุจริต (Good Faith) คืออะไร และมีรากฐานมาจากไหน?

หลักสุจริต คือหลักกฎหมายทั่วไปที่กำหนดมาตรฐานพฤติกรรมของบุคคลในสังคมว่า ผู้ใดก็ตามที่จะเข้ามาใช้สิทธิทางศาล หรือเรียกร้องสิทธิใดๆ ตามกฎหมาย บุคคลนั้นจะต้องมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หรือที่ในวงการกฎหมายเรียกกันว่าหลัก "มาศาลด้วยมือที่สะอาด (Clean Hands Doctrine)"

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 5 ได้บัญญัติหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" หากคู่ความฝ่ายใดมีพฤติการณ์ที่ทำผิดกฎหมาย ซ่อนเร้นข้อเท็จจริง หรือจงใจตั้งเรื่องมาศาลเพื่อหวังเอาเปรียบผู้อื่นอย่างไม่ชอบธรรม ศาลจะมีอำนาจใช้ดุลยพินิจไม่รับรองสิทธิ ไม่บังคับใช้กฎหมายให้ และปฏิเสธที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ไม่สุจริตนั้นทันที หลักกฎหมายนี้มีความเก่าแก่และทรงพลังมาก โดยมีรากฐานย้อนไปได้ถึงสมัยกฎหมายโรมัน และระบบกฎหมายไทยได้รับอิทธิพลในการร่างบทบัญญัตินี้มาจากประมวลกฎหมายแพ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

2. อานุภาพและความสำคัญของ ป.พ.พ. มาตรา 5 ในการพิจารณาคดี

ความสำคัญของหลักสุจริตในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลไทย มีมิติที่ลึกซึ้งและครอบคลุมการบังคับใช้กฎหมายใน 2 ประการหลัก ดังนี้ค่ะ:

  • เป็นรากฐานของคดีแพ่งทุกประเภท: หลักสุจริตเป็นเสมือนร่มคันใหญ่ที่ครอบคลุมข้อกฎหมายแพ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคดีผิดสัญญา คดีกู้ยืมเงิน คดีละเมิด คดีครอบครัว หรือคดีมรดก ศาลจะต้องนำประเด็นเรื่องความสุจริตของคู่ความทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาเป็นเกณฑ์พื้นฐานประกอบการตัดสินคดีด้วยเสมอ

  • เป็นบทบัญญัติที่ช่วย "อุดช่องโหว่" ของกฎหมาย: กฎหมายข้อนี้ถูกเขียนขึ้นให้สามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ช่วยให้ศาลมีดุลยพินิจในการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแท้จริง ในบางคดี หากศาลตัดสินโดยตีความตามตัวอักษรหรือบังคับตามสัญญาอย่างเคร่งครัดทื่อๆ ก็อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่อยุติธรรมอย่างร้ายแรงต่อคู่ความฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ หลักสุจริตจึงเข้ามาทำหน้าที่สร้างความยืดหยุ่น ป้องกันการใช้สิทธิโดยทางทุจริต (Abuse of Right) และปรับใช้กับเหตุผลเฉพาะเรื่องได้อย่างเป็นธรรม

3. ตัวอย่างการใช้ "ความไม่สุจริต" เป็นข้อต่อสู้จนพลิกชนะคดี

เพื่อให้เห็นภาพการนำหลักสุจริตมาใช้จริงในศาล ขอยกตัวอย่างคดีคลาสสิกที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมไทย เช่น คดีสัญญากู้ยืมเงินที่ปกปิดยอดหนี้จริง

สมมติว่าลูกหนี้ไปขอกู้ยืมเงินจริงเพียง 10,000 บาท แต่เจ้าหนี้อาศัยความเดือดร้อนของลูกหนี้ บีบบังคับให้ลูกหนี้ต้องเซ็นชื่อในหน้าสัญญาเงินกู้ที่ระบุยอดหนี้สูงปรี๊ดถึง 100,000 บาท (หรือให้เซ็นในกระดาษเปล่าแล้วเจ้าหนี้ไปกรอกตัวเลขเองในภายหลัง) เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ เจ้าหนี้จึงนำสัญญานั้นมาฟ้องศาลเรียกเงิน 100,000 บาท

  • มุมมองตามตัวบทกฎหมายทั่วไป: การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทขึ้นไป เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือและมีการลงลายมือชื่อผู้ยืมอย่างครบถ้วนถูกต้อง เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 หากศาลพิจารณาตามตัวอักษรและหน้าสัญญาอย่างเคร่งครัด ลูกหนี้อาจจะต้องชดใช้เงินถึง 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้เจ้าหนี้หน้าเลือดกอบโกยผลประโยชน์

  • มุมมองเมื่อนำ "หลักสุจริต" มาบังคับใช้: หากจำเลย (ลูกหนี้) สามารถนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นได้ว่า หนี้ที่แท้จริงมีเพียงหมื่นเดียว ศาลจะตีความทันทีว่า การที่โจทก์ (เจ้าหนี้) นำสัญญาฉบับนี้มาฟ้องร้องบังคับเอาเงิน 100,000 บาทนั้น ถือเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดย "ไม่สุจริต" มุ่งหวังจะเอาเปรียบจำเลย เมื่อโจทก์มาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด ศาลจึงมีอำนาจพิพากษา ยกฟ้อง ไม่บังคับคดีให้ตามคำฟ้องของเจ้าหนี้เลยแม้แต่บาทเดียว (อ้างอิงตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13707/2558)

4. ข้อแนะนำทางปฏิบัติสำหรับคู่ความและทนายความ

การหยิบยกเรื่องความไม่สุจริตขึ้นมาต่อสู้ในชั้นศาลนั้น จำเลยและทนายความไม่สามารถกล่าวอ้างลอยๆ ได้ แต่จะต้องมีการบรรยายข้อเท็จจริงถึงพฤติการณ์ความไม่สุจริตของโจทก์ลงไปใน "คำให้การ" อย่างชัดแจ้ง พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น แชทการสนทนาทางแอปพลิเคชัน สลิปการโอนเงินที่แท้จริง หรือพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงเจตนาซ่อนเร้นของอีกฝ่าย

การทำความเข้าใจและหยิบยกหลักสุจริตขึ้นมาเป็นโล่ป้องกัน ถือเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบสามารถรักษาสิทธิของตนเองในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในการทำนิติกรรมสัญญาหรือการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกฝ่ายจึงควรตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ซื่อตรง และไม่มุ่งเอาเปรียบผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้รับการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายอย่างเต็มที่เมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5: ว่าด้วยหลักสุจริตในการใช้สิทธิและการชำระหนี้

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653: ว่าด้วยหลักฐานเป็นหนังสือในการกู้ยืมเงิน

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13707/2558: บรรทัดฐานคำพิพากษาเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องโดยไม่สุจริต ส่งผลให้ศาลไม่บังคับคดีให้ตามคำฟ้อง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"