ไม่มีเงินจ่ายค่าศาล ทำอย่างไร? เจาะลึกเงื่อนไข "ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" (ฟ้องคดีอนาถา) สู้คดีได้แม้ไร้ทุนทรัพย์
ในการยื่นฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย บังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือการฟ้องขอแบ่งมรดก สิ่งหนึ่งที่โจทก์ทุกคนจะต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอคือ "ค่าธรรมเนียมศาล" (หรือที่เรียกกันว่าค่าขึ้นศาล) ซึ่งโดยปกติแล้วศาลจะคิดในอัตรา ร้อยละ 2 (2%) ของจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง (แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับทุนทรัพย์ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท)
ตัวอย่างเช่น หากคุณถูกโกงและต้องการฟ้องเรียกเงิน 1 ล้านบาท คุณจะต้องเตรียมเงินสดไปชำระเป็นค่าขึ้นศาลถึง 20,000 บาท แต่คำถามที่สะเทือนใจและตามมาเสมอคือ... หากผู้เสียหายเป็นผู้มีรายได้น้อย ตกงาน หรือกำลังตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก ไม่มีเงินก้อนหลักหมื่นหลักแสนที่จะนำมาวางศาล พวกเขาจะต้องก้มหน้ายอมรับกรรมและเสียสิทธิในการเรียกร้องความยุติธรรมไปเลยหรือไม่?
คำตอบคือ "ไม่ค่ะ" ในทางกฎหมายของไทยได้เตรียมทางออกเพื่อปกป้องสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนทุกคนไว้แล้ว ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" (หรือที่ในอดีตมักเรียกกันคุ้นหูว่า การฟ้องคดีอนาถา) บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรศาลจึงจะอนุญาตให้ฟ้องคดีโดยไม่ต้องเสียเงินค่ะ
1. การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คืออะไร?
ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 156 ได้บัญญัติให้บุคคลที่ต้องการฟ้องคดี (ในฐานะโจทก์) ต่อสู้คดี (ในฐานะจำเลย) หรือแม้แต่การยื่นอุทธรณ์/ฎีกา แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และไม่มีทรัพย์สินเพียงพอ สามารถทำ "คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" ยื่นต่อศาลได้ โดยกฎหมายบังคับว่าจะต้องยื่นคำร้องนี้ไปพร้อมๆ กับคำฟ้อง คำให้การ หรือคำฟ้องอุทธรณ์/ฎีกา ในวันเดียวกันเลยค่ะ
2. คุณสมบัติ 2 ประการที่ศาลจะพิจารณาอนุญาต (ป.วิ.พ. มาตรา 156/1)
การที่ศาลจะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้นั้น ไม่ใช่ว่าใครเดินไปขอก็จะได้ทุกคนนะคะ แต่กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขการคัดกรองไว้อย่างเคร่งครัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 โดยผู้ร้องจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณา 2 ประการหลัก ควบคู่กัน ดังนี้ค่ะ:
ประการที่ 1: ต้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าศาล หรือหากไม่ได้รับยกเว้นจะเดือดร้อนเกินสมควร ในข้อนี้ ศาลจะพิจารณาเจาะลึกจากฐานะทางเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ร้องอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ดูว่าไม่มีเงินสดในมือเท่านั้น แต่ศาลจะขอดูสมุดบัญชีเงินฝากย้อนหลังทุกบัญชี, รายได้ต่อเดือน, ภาระหนี้สินในระบบและนอกระบบ, ภาระการเลี้ยงดูบุตรที่ยังเล็กหรือพ่อแม่ที่แก่ชรา รวมถึงทรัพย์สินที่มีอยู่ (เช่น บ้าน รถยนต์ ที่ดิน) หากศาลพิจารณาภาพรวมแล้วมองว่า การบังคับให้ผู้ร้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมาเสียค่าศาล จะทำให้ผู้ร้องและครอบครัวเดือดร้อนถึงขนาดไม่มีเงินประทังชีวิต หรือกระทบต่อสถานะความเป็นอยู่อย่างรุนแรง ศาลก็จะถือว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ในข้อนี้ค่ะ
ประการที่ 2: คดีของผู้ร้องต้อง "มีมูล" ที่จะฟ้องร้องหรือต่อสู้คดี เงื่อนไขข้อนี้สำคัญมากและหลายคนมักตกม้าตาย ศาลจะพิจารณาเนื้อหาของคำฟ้องหรือคำให้การว่า ข้ออ้างที่นำมาฟ้องนั้นมีพยานหลักฐานเบื้องต้นสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ และมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับหรือไม่? หากศาลดูแล้วพบว่าเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง, ฟ้องโดยไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆ มาสนับสนุนเลย, หรือคดีขาดอายุความไปนานแล้วอย่างชัดเจน ศาลก็จะถือว่าคดีของคุณ "ไม่มีมูล" และศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ทันที แม้ว่าคุณจะยากจนแค่ไหนก็ตามค่ะ
3. กระบวนการนัดไต่สวนในชั้นศาล ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เมื่อทนายความยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องเข้าสู่ระบบแล้ว ศาลจะกำหนดวัน "นัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" ในวันนั้น ผู้ร้องจะต้องขึ้นนั่งบนบัลลังก์เพื่อเบิกความและสาบานตนต่อหน้าศาล เพื่ออธิบายให้ศาลเห็นถึงความยากลำบากทางการเงินของตนเอง พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานต่างๆ มาแสดงประกอบความน่าเชื่อถือ เช่น:
หนังสือรับรองเงินเดือน หรือเอกสารยืนยันการตกงาน
สเตทเมนท์ (Statement) บัญชีธนาคารทุกบัญชี
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) หรือบัตรประจำตัวคนพิการ
ภาพถ่ายสภาพบ้านพักอาศัยที่ทรุดโทรม
พยานบุคคล (เช่น ผู้ใหญ่บ้าน หรือเพื่อนบ้านที่รู้เห็นถึงความลำบากของเรา)
4. คำสั่งศาล 3 แนวทาง หลังการไต่สวนเสร็จสิ้น
หลังจากศาลรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลจะมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสั่งการได้ 3 แนวทาง ดังนี้ค่ะ:
อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล "ทั้งหมด": หากศาลเห็นว่าคุณยากจนจริงและคดีมีมูลตามกฎหมาย คุณก็จะได้ดำเนินคดีฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเลย
อนุญาตให้ยกเว้น "เพียงบางส่วน": หากศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่ได้ลำบากถึงขีดสุด และยังพอจะมีรายได้หมุนเวียนอยู่บ้าง ศาลอาจใช้ดุลยพินิจสั่งให้ผู้ร้องจ่ายค่าศาลครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งศาลยกเว้นให้
"ไม่อนุญาต" (ยกคำร้อง): หากศาลมองว่าคุณมีทรัพย์สินพอจ่ายได้ หรือคดีไม่มีมูล ศาลจะยกคำร้อง และกำหนดระยะเวลาให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางให้ครบถ้วน หากไม่นำมาวางภายในกำหนด ศาลก็จะมีคำสั่ง "ไม่รับคำฟ้อง" นั้นไว้พิจารณาค่ะ (แต่ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนี้ได้ภายใน 7 วันนะคะ)
กระบวนการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ถือเป็นเครื่องมือและสวัสดิการทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเป็นการยืนยันหลักการที่ว่า "ความยุติธรรมต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคน" ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางการเงินอย่างไรก็ตาม หากท่านประสบปัญหาทางกฎหมายแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ควรแจ้งทนายความตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมพยานหลักฐานสำหรับการไต่สวนให้รัดกุมที่สุดค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.):
มาตรา 156: ว่าด้วยสิทธิในการยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (ทั้งโจทก์และจำเลย)
มาตรา 156/1: ว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติในการพิจารณาอนุญาต (ต้องไม่มีทรัพย์สินพอ และคดีต้องมีมูล)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น