โดนออกหมายจับโดยไม่รู้ตัว! เจาะลึกสิทธิการยื่นคำร้องขอตรวจและคัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับของตำรวจ
เมื่อบุคคลตกเป็นผู้ต้องหาและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตามหมายจับของศาล สิ่งแรกที่มักจะเกิดขึ้นคือความตกใจ สับสน และเกิดคำถามตามมาอย่างมากมายว่า ตนเองถูกกล่าวหาในเรื่องใด ใครเป็นผู้ไปแจ้งความ และที่สำคัญที่สุดคือ เหตุใดจึงไม่มีการส่ง "หมายเรียก" มาให้ทราบล่วงหน้าเพื่อให้โอกาสเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน
ในทางกฎหมายอาญา การถูกจับกุมไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหมดหนทางในการต่อสู้คดี เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ทนายความสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายที่สำคัญมากสิทธิหนึ่ง นั่นคือ "การยื่นคำร้องขอตรวจและคัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับ" ต่อศาล เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์และเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างตรงจุด บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกข้อกฎหมาย สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และกลยุทธ์ที่ทนายความใช้ในการพลิกคดีค่ะ
1. เหตุผลที่ตำรวจสามารถขอออกหมายจับได้ทันทีโดยไม่ต้องมี "หมายเรียก"
ประชาชนทั่วไปหลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องออกหมายเรียกอย่างน้อย 2 ครั้งก่อน หากผู้ถูกเรียกไม่ยอมมาตามนัด จึงจะสามารถไปขออนุญาตศาลออกหมายจับได้ ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้าใจนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวค่ะ เพราะกฎหมายได้เปิดช่องให้เจ้าพนักงานสามารถข้ามขั้นตอนหมายเรียกไปได้เลยในกรณีที่มีความร้ายแรงหรือมีความเสี่ยง
ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 66 ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจนำเสนอพยานหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลได้ทันที หากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้:
อัตราโทษสูงเกิน 3 ปี: มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไว้ "เกิน 3 ปี" (เช่น คดีฉ้อโกงประชาชน, คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง, คดีทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส หรือคดีฆาตกรรม) กรณีแบบนี้ตำรวจขอหมายจับได้เลยโดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ต้องหาจะหนีหรือไม่
มีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน: แม้คดีนั้นจะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่หากพนักงานสอบสวนมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะ "หลบหนี" จะไป "ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน" หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลก็สามารถอนุมัติหมายจับได้ทันทีเช่นกัน
กระบวนการพิจารณาออกหมายจับของศาลนั้น เป็นกระบวนการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว (Ex parte) หมายความว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานจากฝั่งพนักงานสอบสวนเพียงฝ่ายเดียว หากพยานหลักฐานเบื้องต้นมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลก็จะอนุญาตให้ออกหมายจับได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไหวตัวทันและหลบหนีออกนอกพื้นที่นั่นเองค่ะ
2. สิทธิของจำเลยในการ "ขอตรวจและคัดถ่าย" คำร้องขอออกหมายจับ
เมื่อผู้ต้องหาถูกจับกุม หรือตัดสินใจเดินทางเข้ามอบตัวเพื่อสู้คดีแล้ว ในมุมมองของการทำงานของทนายความคดีอาญา ทนายจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนเสมอว่า พนักงานสอบสวนจะต้องมีการจัดเตรียมและนำเสนอพยานหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ศาลเชื่อในเบื้องต้นไปแล้วว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง
ดังนั้น เพื่อเป็นการลดช่องว่างทางข้อมูล สร้างความเท่าเทียมในการต่อสู้คดี และป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง ทนายความจำเลยมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอ "คัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับ พร้อมพยานเอกสารประกอบทั้งหมด" ที่อยู่ในสำนวนของศาล เพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้:
ตรวจสอบแหล่งที่มาของหลักฐาน: พนักงานสอบสวนอ้างอิงพยานหลักฐานใดในการขอออกหมายจับบ้าง เช่น อาศัยเพียงคำให้การลอยๆ ของพยานบุคคล, เอกสารสเตทเมนท์ทางการเงิน, หรือมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ระบุตัวตนได้ชัดเจนจริงๆ
จับผิดการบิดเบือนข้อเท็จจริง: ตรวจสอบดูว่าคำกล่าวหาของโจทก์หรือผู้เสียหาย มีการปิดบัง บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อหลอกลวงศาลให้ออกหมายจับหรือไม่
ตรวจสอบการใช้เอกสารปลอม: มีการนำเอกสารปลอมมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอหมายจับหรือไม่ เช่น คดีฉ้อโกงที่มักพบว่า มีผู้ไม่หวังดีนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้ต้องหาไปแอบอ้างทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือเปิดบัญชีม้าโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง
การได้เห็นคำร้องขอออกหมายจับฉบับเต็มอย่างเป็นทางการจากมือศาล จะช่วยให้ทนายความและผู้ต้องหาทราบถึง "ไพ่" ที่อยู่ในมือของฝั่งโจทก์อย่างละเอียด ทำให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายตนเองมาหักล้างข้อกล่าวหาได้อย่างรัดกุม แม่นยำ และปิดจุดอ่อนในคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3. ผลทางกฎหมายและการเอาคืน หากพบว่าการขอหมายจับไม่ชอบมาพากล
หากหลังจากที่ได้ทำการตรวจและคัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับออกมาพิจารณาอย่างละเอียดแล้วพบว่า ผู้ร้องทุกข์หรือพนักงานสอบสวนจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง ปกปิดความจริงบางส่วน หรือพยานหลักฐานที่ใช้ขอออกหมายจับนั้นเป็นความเท็จ ทนายความสามารถดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิและทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องหาได้ในหลายมิติ ดังนี้:
ยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ: หากพบว่าการขอออกหมายจับนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์ตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น (เช่น คดีเป็นเรื่องทางแพ่งล้วนๆ แต่ปั้นแต่งเรื่องให้เป็นคดีอาญา) ผู้ต้องหาสามารถให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ต่อศาลที่ออกหมายได้โดยตรง เพื่อให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิมและเรียกคืนอิสรภาพ
ใช้เป็นข้อต่อสู้ทำลายน้ำหนักพยานโจทก์ในชั้นศาล: ข้อมูลเชิงลึกจากคำร้องขอออกหมายจับ สามารถนำมาใช้เป็นประเด็นอาวุธสำคัญในการ "ถามค้าน" พนักงานสอบสวนหรือพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือชั้นพิจารณาคดี เพื่อตอกย้ำและเปิดโปงให้ศาลเห็นถึงความไม่สุจริตในการดำเนินคดี ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของพยานหลักฐาน และทำให้ศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้
ฟ้องกลับเอาผิดฐานเบิกความเท็จหรือแจ้งความเท็จ: หากสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายหรือโจทก์จงใจนำความเท็จมาแจ้งต่อพนักงานสอบสวน จนเป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกออกหมายจับ เสื่อมเสียชื่อเสียง และสูญเสียอิสรภาพ จำเลยสามารถใช้เอกสารคำร้องการขอหมายจับเหล่านี้ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการยื่นฟ้องกลับ เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และเอาผิดทางอาญาในข้อหาแจ้งความเท็จหรือเบิกความเท็จได้อย่างเด็ดขาด
การต่อสู้คดีอาญานั้นไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีในศาล แต่การต่อสู้ที่แท้จริงเริ่มต้นตั้งแต่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในชั้นสอบสวนและชั้นการขอออกหมายจับ การตระหนักรู้และใช้สิทธิ "ขอตรวจและคัดถ่ายคำร้องขอออกหมายจับ" จึงถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อและรับโทษทางอาญาจากกระบวนการที่บิดเบี้ยวและไม่เป็นธรรมค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66: ว่าด้วยเหตุในการออกหมายจับ หลักเกณฑ์เรื่องอัตราโทษ และพฤติการณ์การหลบหนี

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น