ไขข้อข้องใจ "ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย" vs "ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง" อาวุธลับพลิกคดีในศาลที่คุณต้องรู้!

 


ในการต่อสู้คดีความหรือการพิจารณาคดีในชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ประเด็นเรื่อง "การนำสืบพยานหลักฐาน" ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะเลยค่ะ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าใครพูดเก่งกว่าหรือมีพยานเยอะกว่าคนนั้นจะชนะ แต่ในความเป็นจริง ศาลจะพิจารณาจากกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า "ภาระการพิสูจน์" (Burden of Proof) ซึ่งผู้ที่มีภาระนี้จะต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ศาลเชื่อให้ได้

โดยหนึ่งในหลักการสำคัญที่กฎหมายนำมาใช้เพื่อกำหนดว่า "ใครต้องเป็นคนหาหลักฐานมาสืบ" ก็คือเรื่องของ "ข้อสันนิษฐาน" ซึ่งเปรียบเสมือนแต้มต่อในคดี หากข้อสันนิษฐานเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็จะทำงานง่ายขึ้นมากค่ะ ข้อสันนิษฐานนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง และข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจความแตกต่างของข้อสันนิษฐานทั้งสองแบบ พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนกันค่ะ

1. ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง (Presumption of Fact)

ข้อสันนิษฐานประเภทนี้ไม่ได้มีเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในมาตราใดมาตราหนึ่งของกฎหมายค่ะ แต่มีรากฐานมาจากสามัญสำนึกและหลักการใช้เหตุผลสากลที่ว่า Res ipsa loquitur หรือแปลง่ายๆ ว่า "สรรพสิ่งย่อมประกาศข้อเท็จจริงด้วยตัวของมันเอง"

หลักการนี้มองว่า ในโลกของเรามีกฎธรรมชาติและวิถีชีวิตปกติของมนุษย์อยู่ เรื่องราวต่างๆ ย่อมควรจะเป็นไปตามปกติวิสัย ใครก็ตามที่มาศาลแล้วกล่าวอ้างเรื่องราวที่ "ผิดปกติธรรมดา" ไปจากสภาพเหตุการณ์ทั่วไป กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเรื่องปกตินั้นเป็นความจริง บุคคลที่อ้างเรื่องผิดปกติจึงมีหน้าที่ (ภาระการพิสูจน์) ต้องไปหาพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้ศาลเชื่อค่ะ

ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ:

  • กรณีเจ้าของบัญชีธนาคาร: ตามวิถีชีวิตปกติ กฎหมายและศาลย่อมสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงว่า "ชื่อเจ้าของบัญชีธนาคาร ย่อมเป็นเจ้าของเงินในบัญชีนั้น" หากวันหนึ่งนาย ก. มาฟ้องศาลแล้วกล่าวอ้างว่า “เงินหลักล้านในบัญชีของนาย ข. แท้จริงแล้วไม่ใช่ของนาย ข. แต่เป็นเงินของฉันที่ฝากไว้” การกล่าวอ้างของนาย ก. ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา นาย ก. จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบ สเตทเมนท์ หรือแชทสนทนามาพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นให้ศาลเชื่อ หากสืบไม่ได้ ศาลก็ต้องยกประโยชน์ให้นาย ข. ค่ะ

  • กรณีการทำพินัยกรรม: โดยปกติวิสัยของมนุษย์ พ่อแม่ย่อมต้องยกทรัพย์สินมรดกให้แก่ลูกหลานตามสายเลือด แต่หากจู่ๆ มีพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ให้แก่คนดูแลหรือบุคคลภายนอกโดยที่ลูกแท้ๆ ไม่ได้อะไรเลย ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยเช่นนี้ ศาลอาจมองว่าผิดธรรมชาติ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม (บุคคลภายนอก) อาจต้องเป็นผู้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่า พินัยกรรมนั้นทำขึ้นด้วยความสมัครใจของคุณตาคุณยายจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับหรือหลอกลวงค่ะ

2. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย (Presumption of Law)

ข้อสันนิษฐานประเภทนี้แตกต่างจากประเภทแรกอย่างสิ้นเชิงค่ะ เพราะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "ตัวบทกฎหมายได้เขียนบัญญัติไว้อย่างชัดเจนตายตัว" ว่าเมื่อมีเหตุการณ์ ก. เกิดขึ้น ให้กฎหมายสันนิษฐานและตีความไปเลยว่าเหตุการณ์ ข. ต้องเป็นความจริง

เมื่อมีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายคุ้มครองอยู่ คู่ความฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนี้ จะนั่งอยู่เฉยๆ สบายๆ ได้เลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเบื้องต้น แต่ภาระความเหนื่อย (ภาระการพิสูจน์) จะถูกผลักไปตกอยู่กับ "ฝ่ายตรงข้าม" ที่เสียประโยชน์ ซึ่งต้องไปหาหลักฐานมาหักล้างทันที โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ:

  • ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด (Irrebuttable Presumption): เป็นข้อสันนิษฐานที่กฎหมายฟันธงลงไปแล้ว และ "ห้าม" ไม่อนุญาตให้นำพยานหลักฐานใดๆ มาสืบหักล้างหรือโต้เถียงได้อีกเลย

    • ตัวอย่าง: กฎหมายอาญาบัญญัติว่า "บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้" นี่คือข้อสันนิษฐานเด็ดขาดค่ะ หากคุณขโมยของ คุณจะมาสืบพยานหรือเอาพยานบุคคลมายืนยันว่า "ฉันอยู่บนดอยมาทั้งชีวิต ไม่รู้จริงๆ ว่าการขโมยของผิดกฎหมาย" ศาลก็จะไม่รับฟังพยานหลักฐานนี้เด็ดขาดค่ะ

  • ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด (Rebuttable Presumption): เป็นข้อสันนิษฐานที่กฎหมายตั้งธงไว้ก่อน แต่ยังใจกว้างยอมให้คู่ความฝ่ายที่เสียประโยชน์ สามารถไปหาพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากกว่ามาสืบ "หักล้าง" ให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่นได้

    • ตัวอย่าง: กฎหมายแพ่งและพาณิชย์สันนิษฐานว่า "เด็กที่เกิดจากหญิงในขณะที่เป็นภริยาของชาย หรือภายใน 310 วันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี" หากฝ่ายชายมั่นใจว่าไม่ใช่ลูกตนเอง กฎหมายก็เปิดโอกาสให้นำหลักฐาน (เช่น ผลตรวจ DNA) มาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ในศาลได้ค่ะ

3. สรุปความแตกต่างและเทคนิคในการต่อสู้คดี

การทำความเข้าใจความแตกต่างของข้อสันนิษฐานทั้งสองแบบ มีประโยชน์อย่างมหาศาลในการวางแผนคดีร่วมกับทนายความค่ะ

  1. ที่มา: ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงเกิดจาก "กฎธรรมชาติและสามัญสำนึก" ในขณะที่ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเกิดจาก "ตัวอักษรที่เขียนไว้ในตัวบทกฎหมาย"

  2. การโต้แย้งหักล้าง: ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงสามารถนำสืบหักล้างได้เสมอ ส่วนข้อสันนิษฐานตามกฎหมายต้องดูว่าเป็นแบบเด็ดขาด (ห้ามเถียง) หรือแบบไม่เด็ดขาด (เถียงได้ถ้ามีหลักฐาน)

  3. การโยนภาระการพิสูจน์: หากคุณรู้ว่าข้อสันนิษฐานเข้าข้างคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยหาหลักฐานมาเปิดเกมบุกก่อน แต่ให้รอตั้งรับจับผิดพยานหลักฐานของอีกฝ่ายแทน ซึ่งจะทำให้คุณได้เปรียบในรูปคดีอย่างมากค่ะ

การรู้เท่าทันหลักกฎหมายพยานหลักฐานในเรื่องเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ที่มีข้อพิพาททางกฎหมาย ไม่หลงทางในการต่อสู้คดี ไม่เสียเวลาไปกับการสืบพยานที่ไม่จำเป็น และสามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และ 84/1: ว่าด้วยหน้าที่นำสืบ ภาระการพิสูจน์ และข้อสันนิษฐาน

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227: ว่าด้วยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536: ตัวอย่างข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาดเรื่องความเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"