โดนฟ้องแกล้ง ฟ้องปิดปาก หรือฟ้องหวังผลประโยชน์? เปิด 2 มาตราเด็ด ป.วิ.อาญา ช่องทางสู้คดีให้ศาลยกฟ้องตั้งแต่ต้นทาง
ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปัจจุบัน ปัญหาเรื่อง "การฟ้องคดีกลั่นแกล้ง" หรือที่เรียกกันว่าการฟ้องปิดปาก ฟ้องบีบ เพื่อหวังผลประโยชน์อย่างอื่น หรือการฟ้องแลกคดีโดยที่ไม่ได้กระทำความผิดจริง ถือเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนและสร้างความเสียหายให้กับผู้บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก เมื่อตกเป็นจำเลยในคดีลักษณะนี้ หลายคนมักเกิดความเครียดและไม่รู้ว่าจะต้องต่อสู้อย่างไร บทความนี้ Law-HelpTH จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจข้อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายจำเลยสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนและต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
1. ภัยเงียบจากคดีฟ้องกลั่นแกล้งและฟ้องปิดปาก
ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องร้องกันเอง (คดีฟ้องส่วนตัว) มักมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการใช้กระบวนการทางศาลเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือบีบบังคับให้อีกฝ่ายยอมจำนนในเรื่องบางเรื่อง อดีตที่ผ่านมาแม้กฎหมายจะมีขั้นตอนการตรวจฟ้องและการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อคัดกรองคดี แต่จำเลยกลับมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ค่อนข้างยาก ทำให้จำเลยเสียเปรียบและต้องเสียเวลาต่อสู้คดีเป็นเวลานาน
2. ทางออกใหม่ตามกฎหมาย: ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 และ 165/2
เพื่อให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรม กฎหมายจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติสำคัญ 2 มาตรา เพื่อให้จำเลยสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น:
มาตรา 161/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1" ที่บัญญัติให้ศาลตรวจคำฟ้องและไต่สวนมูลฟ้องด้วยความรอบคอบ เพื่อคุ้มครองจำเลยจากการถูกฟ้องร้องโดยไม่สุจริต
(การตรวจคำฟ้องในขั้นตอนพิเศษ): เป็นช่องทางที่เปิดให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องหรือโต้แย้งคำฟ้องได้ หากเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องโดยไม่สุจริต มีลักษณะกลั่นแกล้ง หรือไม่มีมูลความผิดเพียงพอ เพื่อให้ศาลพิจารณาคำฟ้องอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นทาง
มาตรา 165/2 (การยื่นคำแถลงและพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง): ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2" ซึ่งช่วยให้จำเลยสามารถแสดงหลักฐานหักล้างข้อกล่าวหาได้ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
จากเดิมที่จำเลยทำได้เพียงการถามค้านพยานโจทก์ในวันไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งบางครั้งอาจไม่สามารถนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาได้ มาตรานี้จึงเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถทำ "คำแถลงพร้อมแนบเอกสารหลักฐาน" (เช่น หลักฐานแสดงว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่ในสถานที่ดังกล่าว หรือหลักฐานหักล้างข้อกล่าวหา) ยื่นส่งเข้าไปในสำนวนล่วงหน้าก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง (เช่น ยื่นก่อนประมาณ 7-10 วัน) เพื่อให้ศาลได้พิจารณาประกอบสำนวน
3. แนวทางปฏิบัติและประโยชน์ในทางคดีจริง
จากการนำหลักกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติ ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้ทนายความและผู้ถูกฟ้องสามารถต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อศาลได้ตรวจสอบคำแถลงและพยานหลักฐานที่จำเลยยื่นไว้ล่วงหน้า ร่วมกับการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากพบว่าเป็นคดีกลั่นแกล้งหรือไม่มีมูลความจริง ศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิพากษายกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเลยทีเดียว ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความเครียดให้กับผู้บริสุทธิ์
สำหรับท่านใดที่กำลังเผชิญปัญหาถูกฟ้องกลั่นแกล้ง ฟ้องบีบ หรือฟ้องปิดปากในลักษณะนี้ การศึกษาทำความเข้าใจสิทธิตามกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย จะช่วยให้ท่านสามารถตั้งรับและปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 (การตรวจคำฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2 (การยื่นคำแถลงและพยานหลักฐานของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง)
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการฟ้องคดีอันเป็นเท็จหรือกลั่นแกล้งกัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น