มีประกันสุขภาพทีไร โรงพยาบาลชาร์จเพิ่มจนล้นวงเงินทุกที! แบบนี้ผิดกฎหมายไหม? เปิดวิธีรักษาสิทธิผู้บริโภค

 


เคยสังเกตไหมคะว่า เวลาที่เราเจ็บป่วยแล้วต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เมื่อพนักงานสอบถามเรื่องสิทธิการรักษาและรู้ว่าเรามี "ประกันสุขภาพแบบมีวงเงินจำกัด" (เช่น วงเงินเหมาจ่ายต่อครั้ง 50,000 บาท หรือจำกัดค่าห้องวันละ 2,000 บาท) บิลค่ารักษาพยาบาลตอนออกจากโรงพยาบาลมักจะมียอด "ส่วนเกิน" โผล่ขึ้นมาให้เราต้องจ่ายเองทุกครั้งไป หรือบางครั้งก็ถูกชาร์จค่าใช้จ่ายปลีกย่อยเพิ่มขึ้นมาอีก 10% ถึง 15% อย่างน่าสงสัย

ราวกับว่าทันทีที่เราแจ้งวงเงินประกัน ตัวเลขนั้นได้กลายมาเป็นเป้าหมายเพดานราคาค่ารักษาพยาบาลโดยอัตโนมัติ เหตุการณ์ลักษณะนี้สร้างความอึดอัดใจและตั้งคำถามให้กับผู้เอาประกันภัยจำนวนมากว่า โรงพยาบาลสามารถทำเช่นนี้ได้จริงหรือ? และเราจะมีวิธีรับมือหรือมีกฎหมายข้อไหนมาช่วยคุ้มครองสิทธิของเราบ้าง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกและหาทางออกกันค่ะ

1. ทำไมพอรู้ว่ามีประกัน โรงพยาบาลถึงชาร์จเพิ่มจนชนเพดาน?

ในมุมมองของการบริการทางการแพทย์เชิงพาณิชย์ เมื่อโรงพยาบาลรับทราบวงเงินประกันที่แน่นอนของผู้ป่วย การประเมินการจ่ายยา การใช้เวชภัณฑ์ หรือการคิดค่าบริการทางการแพทย์ มักจะถูกออกแบบมาให้ "ชนเพดานวงเงิน" พอดีเป๊ะ หรืออาจมีการบวกค่าบริการส่วนเพิ่มเข้าไปอีกด้วยเหตุผลหลายประการค่ะ:

  • การเลือกใช้ยาราคาสูง (Original Drugs): แทนที่จะจ่ายยาสามัญทั่วไปที่มีราคาถูก โรงพยาบาลอาจเลือกจ่ายยาต้นตำรับที่มีราคาแพงกว่ามาก เพราะมองว่ามีบริษัทประกันเป็นคนจ่ายเงินให้

  • การบวกค่าบริหารจัดการความเสี่ยง: บางแห่งอาจมีการบวกค่าบริการส่วนเพิ่มในอัตรา 10-15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ส่งเคลมไปแล้วบริษัทประกันจ่ายเงินไม่เต็มจำนวน

  • การเพิ่มรายการตรวจที่ไม่จำเป็น: อาจมีการสั่งตรวจเลือด ตรวจแล็บ หรือเอกซเรย์เพิ่มเติมเกินกว่าความจำเป็นของโรค เพื่อดึงยอดค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของข้อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การเรียกเก็บเงินเพิ่มโดยไม่มีการแจกแจงรายละเอียดที่โปร่งใส หรือการฉวยโอกาสปรับราคาค่ารักษาพยาบาลให้สูงขึ้นเพียงเพราะผู้ป่วยมีประกันสุขภาพ ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค และขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจนค่ะ

2. กฎหมายว่าอย่างไร? ผู้ป่วยมีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

เมื่อเกิดปัญหาค่ารักษาพยาบาลบานปลาย หรือมีการบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างไร้เหตุผล คุณไม่ได้ตัวคนเดียวนะคะ กฎหมายไทยมีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองผู้ป่วยในฐานะผู้บริโภคไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ค่ะ:

  • สิทธิขอใบแจ้งหนี้แบบแจกแจงรายละเอียด (Itemized Bill): ตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 33 กฎหมายบังคับให้สถานพยาบาลต้องแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายและออกใบเสร็จรับเงินให้ชัดเจน คุณมีสิทธิขอให้โรงพยาบาลพิมพ์ใบแจ้งหนี้แบบ "แจกแจงละเอียดยิบ" (Itemized Bill) ออกมาดูได้เลยว่า ค่ายากี่เม็ด เม็ดละกี่บาท ค่าเข็มฉีดยากี่อัน ค่าบริการพยาบาลกี่บาท หากพบรายการที่ผิดปกติหรือไม่ได้รับบริการจริง คุณมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินในรายการนั้นๆ ได้ทันทีค่ะ

  • สิทธิได้รับการรักษาด้วยความโปร่งใส: การรักษาพยาบาลคือสัญญาการให้บริการวิชาชีพ หากโรงพยาบาลมีการชาร์จเงินเพิ่ม 10-15% โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการเคลมประกัน โรงพยาบาลต้องสามารถชี้แจงเหตุผลและแสดงระเบียบค่าบริการนั้นได้อย่างโปร่งใส หากชี้แจงไม่ได้ ถือว่าไม่มีสิทธิเก็บเงินส่วนนี้ค่ะ

  • สิทธิในการร้องเรียน: หากพบว่าโรงพยาบาลมีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินเกินจริง คุณได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 สามารถนำหลักฐานบิลค่ารักษาไปร้องเรียนได้ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สายด่วน 1426 หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สายด่วน 1166 เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการเรียกเก็บเงินค่ะ

3. วิธีรับมือและสู้กลับ เมื่อเจอค่ารักษาบานปลาย

เพื่อให้คุณไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ดีที่สุด ขอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ค่ะ:

  • ขอใบประมาณการค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Estimate Cost): ก่อนตัดสินใจนอนโรงพยาบาลหรือรับการผ่าตัด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่การเงินว่า "ขอให้ทำใบประมาณการค่ารักษามาให้ดูก่อน" เสมอ เพื่อให้เรารู้ว่ายอดเงินคร่าวๆ จะเกินวงเงินประกันที่มีหรือไม่

  • ตรวจสอบสิทธิกับบริษัทประกันด้วยตัวเอง: อย่ารอให้โรงพยาบาลเช็กให้อย่างเดียว ให้โทรสอบถาม Call Center ของบริษัทประกันของคุณเพื่อเช็กเงื่อนไขความคุ้มครองให้ชัวร์ ว่าวงเงินค่าห้องเท่าไหร่ ค่ายาครอบคลุมไหม เพื่อจะได้เลือกห้องพักและควบคุมงบประมาณได้ถูกต้อง

  • ตรวจสอบใบเสร็จทุกครั้งก่อนรูดบัตรจ่ายเงิน: ในวันกลับบ้าน หากพบว่ามียอดส่วนเกินโผล่มา ห้ามเซ็นยินยอมหรือรูดบัตรเครดิตจ่ายเงินไปก่อนเด็ดขาด ให้ขอ Itemized Bill มานั่งตรวจดูก่อน หากพบค่าใช้จ่ายแปลกปลอม เช่น ค่าถุงมือยางจำนวนมหาศาล ค่าทิชชู่ หรือค่ายาที่แพงเกินจริง ให้เรียกเจ้าหน้าที่การเงินมาเคลียร์ตัวเลขและขอให้ปรับลดทันทีค่ะ

การรู้เท่าทันกลไกการคิดเงินของโรงพยาบาลเอกชน และกล้าที่จะทวงถามสิทธิคุ้มครองผู้บริโภคของตนเอง จะช่วยให้คุณสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างสบายใจ ได้รับความเป็นธรรม และไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ถูกชาร์จเพิ่มอย่างไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (หมวด 4 ว่าด้วยการควบคุมการประกอบกิจการสถานพยาบาล)

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

  • ประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย โดยกระทรวงสาธารณสุข

  • กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"