ตำรวจหมกเม็ดหลักฐาน! ผู้ต้องหาจะสู้คดีอย่างไรเมื่อพนักงานสอบสวนไม่ยุติธรรม? เจาะลึกข้อกฎหมายพร้อมวิธีรับมือ
ในการต่อสู้คดีอาญานั้น "สำนวนการสอบสวน" เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่จะชี้เป็นชี้ตายเลยนะคะว่า ผู้ต้องหาคนหนึ่งจะถูกอัยการสั่งฟ้องศาลหรือไม่ แต่ปัญหาโลกแตกที่พบได้บ่อยมากในทางปฏิบัติและสร้างความเจ็บปวดให้ผู้บริสุทธิ์มานักต่อนัก คือการที่พนักงานสอบสวนบางนายเลือกที่จะรวบรวมเฉพาะพยานหลักฐานฝั่งที่ "ปรักปรำ" หรือเอาผิดผู้ต้องหาเท่านั้น และจงใจตัดทิ้ง ซ่อนเร้น หรือไม่ยอมนำพยานหลักฐานฝั่งที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาเข้าสู่สำนวนคดี
ความจริงมักจะมาปรากฏก็ต่อเมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นศาลแล้ว โดยทนายความฝั่งจำเลยได้ใช้เทคนิคทางกฎหมายที่เรียกว่าการ "ถามค้าน" (Cross-Examination) ซักไซ้ไล่เลียงจนพนักงานสอบสวนจนมุม และยอมรับกลางศาลว่าไม่ได้นำหลักฐานชิ้นสำคัญของจำเลยเข้าสำนวนจริงๆ หากเกิดเหตุการณ์อยุติธรรมแบบนี้ขึ้น พนักงานสอบสวนจะมีความผิดตามกฎหมายอย่างไรบ้าง? และจำเลยจะพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการชนะคดีได้อย่างไร? วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อกฎหมายเรื่องนี้กันแบบเข้าใจง่ายๆ ค่ะ
1. กฎหมายบังคับให้ตำรวจต้องหาหลักฐาน "ช่วย" ผู้ต้องหาด้วย!
ประชาชนหลายคนมักมีความเข้าใจผิดคิดว่า ตำรวจมีหน้าที่แค่หาหลักฐานมาจับคนร้ายและส่งฟ้องศาลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ตำรวจทำงานแบบนั้นคะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 131 ได้วางหลักการทำงานของพนักงานสอบสวนไว้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมว่า "ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้... เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา"
ความหมายของกฎหมายมาตรานี้คือ พนักงานสอบสวนต้องเป็นคนกลางที่รวบรวมความจริงทุกด้านค่ะ หากผู้ต้องหามอบหลักฐานสำคัญให้ เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ระบุเวลาชัดเจน พยานบุคคลที่ยืนยันถิ่นที่อยู่ (Alibi) หรือหลักฐานสลิปการโอนเงิน ที่ชี้ชัดว่าตนเองไม่ได้ทำความผิด พนักงานสอบสวน "ต้อง" นำพยานหลักฐานเหล่านั้นเข้าสู่สำนวนการสอบสวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะมาอ้างลอยๆ ว่าไม่เกี่ยวข้อง หรือปัดตกหลักฐานไปเฉยๆ เพื่อให้ตัวเองทำสำนวนสั่งฟ้องได้ง่ายขึ้นไม่ได้เด็ดขาดคะ
2. พนักงานสอบสวนมีความผิดฐานใด หากจงใจหมกเม็ดหลักฐาน?
เมื่อกระบวนการพิจารณาคดีดำเนินไปถึงชั้นศาล และทนายความสามารถถามค้านจนความจริงปรากฏชัดแจ้งว่า พนักงานสอบสวนจงใจละทิ้งหน้าที่ ไม่ยอมนำหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาเข้าสู่สำนวน พนักงานสอบสวนนายนั้นไม่ได้แค่ถูกศาลตำหนินะคะ แต่อาจจะต้องรับผิดทางอาญาในข้อหาที่หนักหน่วงมาก ดังนี้ค่ะ:
ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ข้อหานี้เป็นข้อหาครอบจักรวาลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดหน้าที่คะ (มีอัตราโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 (ข้อหาเฉพาะที่หนักกว่า): ฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ "เพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกฟ้องคดี" กฎหมายมาตรานี้เปรียบเสมือนดาบอาญาสิทธิ์ที่เอาไว้จัดการกับพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนบิดเบือนโดยเฉพาะเลยคะ โทษสูงสุดคือจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และที่น่ากลัวที่สุดคือ หากเป็นการแกล้งในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต โทษของพนักงานสอบสวนนายนั้นจะพุ่งสูงขึ้นเป็นจำคุก 1-20 ปีเลยทีเดียวคะ!
3. ผลดีต่อรูปคดีของฝ่ายจำเลย: พลิกวิกฤตเป็นโอกาสชนะคดี
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอคะ การที่ทนายความ
ทำลายน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์: ศาลจะมองเห็นถึงความบกพร่อง ความไม่เป็นกลาง และความไม่สุจริตในการทำสำนวนของพนักงานสอบสวนนายนั้นทันที ส่งผลให้พยานหลักฐานชิ้นอื่นๆ ของฝั่งโจทก์ที่นำมาสืบ ถูกศาลลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือลงไปทั้งหมด เพราะสำนวนนี้มีจุดด่างพร้อยเรื่องความโปร่งใสไปแล้ว
เกิดความสงสัยตามสมควร (Reasonable Doubt): เมื่อกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้นทางไม่ชอบธรรมและไม่แฟร์ต่อผู้ต้องหา ศาลย่อมมีอำนาจในการยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย และอาจมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" ปล่อยตัวจำเลยให้เป็นอิสระได้ทันที ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 คะ
นอกจากนี้ การเรียกร้องให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานอย่างเป็นธรรมและรอบด้าน ยังถือเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ซึ่งได้รับการรับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกด้วยคะ
ข้อคิดเตือนใจและวิธีป้องกันตัวสำหรับผู้ต้องหา
หากวันหนึ่งคุณโชคร้ายต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องส่งมอบพยานหลักฐานใดๆ (เช่น แฟลชไดร์ฟกล้องวงจรปิด หรือเอกสารสำคัญ) ให้กับพนักงานสอบสวน คุณต้องทำเป็นหนังสือส่งมอบและให้พนักงานสอบสวนลงเลขรับเรื่องอย่างเป็นทางการเสมอ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องขอถ่ายสำเนาบันทึกคำให้การที่มีรายละเอียดการส่งมอบหลักฐานเก็บไว้กับตัว 1 ชุดคะ
การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันการถูกกลั่นแกล้งหรือป้องกันข้ออ้างที่ว่า "หลักฐานสูญหาย" ได้เป็นอย่างดี และเมื่อคดีเดินทางไปถึงชั้นศาล การมีทนายความคดีอาญาที่มีไหวพริบและเชี่ยวชาญในการถามค้าน จะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยทวงคืนความยุติธรรม และพลิกคดีของคุณจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างแน่นอนคะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 (หน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 (หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 (ความผิดของเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น