พ่อแม่เสียชีวิต ไม่ได้ทำพินัยกรรม มรดกตกเป็นของใครบ้าง? เปิดกฎหมายแบ่งมรดก ตัดปัญหาศึกสายเลือด!
การสูญเสียคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สร้างความเสียใจอย่างมากอยู่แล้วค่ะ แต่หลายครั้งความเศร้ากลับต้องกลายมาเป็นความขัดแย้งใหญ่โตเมื่อผู้เสียชีวิตไม่ได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ ทรัพย์สินที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงินฝากในบัญชีธนาคาร หรือรถยนต์ จึงเกิดคำถามตามมาว่า ตกลงแล้วใครมีสิทธิได้บ้าง และต้องแบ่งกันอย่างไรถึงจะยุติธรรมและถูกต้องตามกฎหมายที่สุด
เมื่อไม่มีพินัยกรรม กฎหมายจะแบ่งมรดกอย่างไร?
ตามกฎหมาย หากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หรือทำไว้แต่ระบุทรัพย์สินไม่ครบ ทรัพย์สินที่เหลือทั้งหมดจะถูกเรียกว่า "มรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม" ค่ะ ซึ่งกฎหมายได้จัดลำดับญาติพี่น้องที่มีสิทธิรับมรดกเอาไว้ทั้งหมด 6 ลำดับ เรียงตามความใกล้ชิดทางสายเลือด อ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ดังนี้ค่ะ:
ผู้สืบสันดาน: หมายถึง ลูก (รวมถึงลูกบุญธรรมที่จดทะเบียนรับรองถูกต้อง และลูกนอกสมรสที่พ่อได้รับรองบุตรแล้ว) หลาน เหลน ลื่อ
บิดามารดา: พ่อและแม่ของผู้เสียชีวิต (ต้องเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย)
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน: พี่น้องคลานตามกันมา พ่อแม่เดียวกันแท้ๆ
พี่น้องร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดาเดียวกัน: พี่น้องต่างพ่อ หรือ พี่น้องต่างแม่
ปู่ ย่า ตา ยาย: ของผู้เสียชีวิต
ลุง ป้า น้า อา: ของผู้เสียชีวิต
กฎเหล็กสำคัญ: "ญาติสนิท ตัด ญาติห่าง"
หลายคนอาจจะตกใจว่าเมื่อมีทรัพย์สินแล้วต้องเอามาแบ่งให้ครบทั้ง 6 ลำดับเลยหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ กฎหมายมีหลักการพื้นฐานว่า ญาติลำดับที่อยู่ใกล้ชิดกว่า จะ "ตัดสิทธิ" ลำดับที่อยู่ถัดไปทั้งหมดไม่ให้ได้รับมรดกเลย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น:
ถ้าผู้ตายมี "ลูก" (ลำดับที่ 1) ญาติในลำดับที่ 3, 4, 5 และ 6 จะหมดสิทธิได้รับมรดกชิ้นนี้ทันทีค่ะ
ข้อยกเว้นพิเศษ: กฎหมายให้ความสำคัญกับ "พ่อแม่" (ลำดับที่ 2) เป็นพิเศษค่ะ หากผู้ตายมีลูก และพ่อแม่ก็ยังมีชีวิตอยู่ กฎหมายให้สิทธิพ่อแม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากับลูก 1 คนไปเลย โดยไม่ถูกลูกตัดสิทธิค่ะ
แล้ว "สามี-ภรรยา" อยู่ในลำดับไหน?
สังเกตไหมคะว่าใน 6 ลำดับข้างต้น ไม่มีคำว่าคู่สมรสอยู่เลย นั่นเป็นเพราะกฎหมายจัดให้ "คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย" เป็น ทายาทสิทธิพิเศษ ที่จะได้รับมรดกเสมอ โดยสัดส่วนที่จะได้รับจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าต้องไปแบ่งกับญาติลำดับไหนของผู้ตาย อ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 ค่ะ:
ถ้าผู้ตายมีลูก: คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับลูก 1 คน (เช่น มีลูก 2 คน มรดกจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน คือ ลูกคนที่ 1, ลูกคนที่ 2 และ คู่สมรส)
ถ้าผู้ตายไม่มีลูก แต่มีพ่อแม่ หรือมีพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน: คู่สมรสจะได้มรดกไปเลยครึ่งหนึ่ง (50%) และมรดกอีกครึ่งหนึ่งค่อยนำไปแบ่งให้พ่อแม่หรือพี่น้องของผู้ตาย
ถ้าผู้ตายไม่มีญาติลำดับ 1, 2, 3 เลย: (เหลือแค่พี่น้องต่างพ่อแม่ ปู่ย่า หรือลุงป้าน้าอา) คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งมรดกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 ส่วน
ถ้าผู้ตายไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่เลย: คู่สมรสจะรับทรัพย์มรดกไปเลย 100% เต็มค่ะ
ข้อควรระวังเรื่องการจดทะเบียนสมรส: หากสามีภรรยาอยู่กินกันมานานนับสิบปีแต่ "ไม่ได้จดทะเบียนสมรส" ในทางกฎหมายจะถือว่าไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะคู่สมรสเลยนะคะ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ซึ่งจะต้องไปฟ้องร้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมกันในชั้นศาลให้วุ่นวายขึ้นไปอีกขั้นค่ะ
เมื่อรู้สิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป?
แม้เราจะรู้ตัวแล้วว่าเราคือทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดก แต่เราไม่สามารถเดินไปที่ธนาคารหรือกรมที่ดินแล้วขอดึงทรัพย์สินมาแบ่งกันเองได้เลยนะคะ กฎหมายบังคับว่าทายาทจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอตั้ง "ผู้จัดการมรดก" ก่อน
การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล เป็นสิทธิของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ศาลจะทำการแต่งตั้งตัวแทน (ซึ่งมักจะเป็นทายาทคนใดคนหนึ่งที่ทุกคนยินยอม) ให้มีอำนาจตามกฎหมายในการเซ็นเอกสาร โอนที่ดิน ถอนเงินจากบัญชี เพื่อนำมาจัดสรรแบ่งปันให้กับทายาททุกคนตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้องค่ะ
การแบ่งมรดกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมักกระทบกระทั่งจิตใจกันได้ง่าย หากเราทำความเข้าใจลำดับสิทธิอย่างชัดเจน คุยกันด้วยเหตุผล และจัดการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างโปร่งใส ก็จะช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีและหลีกเลี่ยงการขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันเองในครอบครัวได้ค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (สิทธิและส่วนแบ่งมรดกของคู่สมรส)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 (การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น