เจ้าหนี้โพสต์ประจานลงเฟซบุ๊ก ผิดกฎหมายข้อไหน? ระวังลูกหนี้ฟ้องกลับ!
เมื่อลูกหนี้หายเงียบ ทักแชทไปไม่ตอบ หรือโทรไปไม่รับสาย เจ้าหนี้หลายคนมักจะเกิดความเครียดและโมโห จนเผลอเลือกใช้วิธี "โพสต์ประจานลูกหนี้ลงเฟซบุ๊ก" พร้อมแนบรูปถ่าย สลิปโอนเงิน หรือหน้าโปรไฟล์ส่วนตัวของลูกหนี้ หวังให้พลังโซเชียลช่วยกดดันให้ยอมคืนเงิน
แต่รู้ไหมคะว่าการกระทำแบบนี้ นอกจากจะทำให้เจ้าหนี้เสี่ยงไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้เจ้าหนี้กลายเป็น "ผู้ต้องหา" เสียเอง วันนี้เพจ Law-HelpTH จะพามาเจาะลึกข้อกฎหมายกันค่ะว่า การทวงหนี้ผ่านโซเชียลมีความผิดตามกฎหมายข้อไหนบ้าง และลูกหนี้ที่ถูกประจานจะมีสิทธิจัดการฟ้องกลับได้อย่างไร
ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้บ่อย
สมมติว่า นาง ก. (เจ้าหนี้) โพสต์รูปภาพใบหน้าของ นาง ข. (ลูกหนี้) ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กของจังหวัด พร้อมระบุข้อความว่า "เตือนภัยคนโกง! ผู้หญิงคนนี้ยืมเงินไป 50,000 บาทแล้วหนีหาย ใครพบเห็นระวังตัวไว้ให้ดี"
การกระทำของ นาง ก. แม้จะมีเจตนาทวงเงินของตนเองคืน แต่ในทางกฎหมายถือว่าละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างร้ายแรงและเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ดังนี้ค่ะ:
1. ผิด พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ (ห้ามเปิดเผยความลับเรื่องหนี้)
ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (3) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ทวงถามหนี้เปิดเผยหรือแพร่งพรายเรื่องความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับรู้
การโพสต์ทวงหนี้ลงบนเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ (Public) หรือให้เห็นเฉพาะกลุ่มเพื่อน ก็ถือเป็นการทำให้บุคคลที่สามหรือคนในสังคมรับรู้เรื่องหนี้สิน ซึ่งถือเป็น "การทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย" ทันทีค่ะ กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับเจ้าหนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อ นอกระบบ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่ให้เพื่อนยืมเงินก็ตาม
บทลงโทษ: มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผิดข้อหา "หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา"
การโพสต์ข้อความด่าทอ ใช้ถ้อยคำรุนแรง (เช่น คำว่า คน
บทลงโทษ: มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
3. ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
หากเจ้าหนี้นำภาพถ่ายบัตรประชาชน ข้อมูลที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของลูกหนี้มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่อวัตถุประสงค์ในการประจานให้เกิดความเสียหาย ก็จะเข้าข่ายละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมายเพิ่มเติมด้วยเช่นกันค่ะ
ลูกหนี้โดนประจาน มีสิทธิฟ้องกลับได้อย่างไรบ้าง?
แม้ว่าตัวลูกหนี้เองจะเป็นหนี้และยังไม่ได้ชำระเงินจริง แต่กฎหมายก็คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและชื่อเสียงไม่ให้ใครมาละเมิดค่ะ หากลูกหนี้ถูกโพสต์ประจาน สามารถดำเนินการปกป้องสิทธิของตนเองได้ดังนี้:
แคปหน้าจอเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน: ให้รีบแคปภาพโพสต์ประจานให้เห็นชื่อโปรไฟล์ของเจ้าหนี้ วันเวลาที่โพสต์ ข้อความ รูปภาพ ยอดไลก์ ยอดแชร์ รวมถึงคอมเมนต์ต่างๆ ที่เข้ามาต่อว่า (และควรคัดลอกลิงก์หรือ URL ของโพสต์นั้นเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงด้วยค่ะ)
แจ้งความดำเนินคดีอาญาภายใน 3 เดือน: ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ลูกหนี้ต้องนำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนภายในเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ และข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาค่ะ
ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง: นอกจากแจ้งความดำเนินคดีอาญาแล้ว ลูกหนี้ยังมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งจากเจ้าหนี้ได้ โทษฐานที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง กระทบต่อสภาพจิตใจ หรือทำให้เสียโอกาสในหน้าที่การงานค่ะ
ข้อคิดเตือนใจทิ้งท้าย
สำหรับเจ้าหนี้: การทวงหนี้ที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดตามกฎหมาย คือการรวบรวมหลักฐานการกู้ยืม สลิปการโอนเงิน และประวัติการสนทนา แล้วนำไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลเพื่อบังคับคดีตามกฎหมาย อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบโพสต์ประจานเด็ดขาด เพราะอาจทำให้คุณต้องเสียเงิน เสเสียประวัติ และอาจกลายเป็นฝ่ายต้องรับโทษทางอาญาแทนค่ะ
สำหรับลูกหนี้: การเป็นหนี้คือภาระความรับผิดชอบที่ต้องชดใช้ค่ะ หากหมุนเงินไม่ทันหรือเกิดวิกฤตทางการเงินจริงๆ ควรเข้าไปพูดคุย เจรจาขอผ่อนผัน หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้โดยตรง ดีกว่าเงียบหายหลบหน้า จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการฟ้องร้องที่บานปลายนะคะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (3)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 (ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา)
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น