รถชนแต่ไม่มีกล้องหน้ารถแถม "ประกันขาด" ใครต้องจ่าย? เปิดข้อกฎหมายและวิธีเรียกร้องค่าเสียหายแบบเข้าใจง่าย
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลยใช่ไหมคะ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนมักจะถามหาก็คือ "กล้องหน้ารถ" เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ถ้าเราโชคร้ายไปกว่านั้นคือ รถชนกันในจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดเลย กล้องหน้ารถของเราก็ดันมาเสีย แถม "ประกันภัยรถยนต์" ก็เพิ่งหมดอายุหรือขาดต่อพอดี สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ในทางกฎหมายจราจร ใครจะต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมรถกันแน่? วันนี้เราจะมาอธิบายข้อกฎหมายเบื้องต้น และแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายให้ฟังกันแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อนค่ะ
1. ไม่มีกล้องหน้ารถ ตำรวจจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนผิด?
หลายคนมักจะกังวลว่าเมื่อไม่มีภาพจากกล้องหน้ารถมายืนยัน ตัวเองจะต้องกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายจราจรและการสืบสวนอุบัติเหตุของตำรวจไม่ได้พึ่งพาแค่กล้องหน้ารถเพียงอย่างเดียวนะคะ พนักงานสอบสวนหรือตำรวจจราจร จะพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบกันหลายอย่าง ดังนี้ค่ะ:
ร่องรอยการชนบนตัวรถและถนน: ตำรวจจะดูทิศทางการเฉี่ยวชน รอยบุบ รอยถลอก หรือรอยเบรกบนพื้นถนน สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้ทางวิทยาศาสตร์เลยค่ะว่ารถคันไหนขับมาด้วยความเร็วประมาณเท่าไหร่ และใครเป็นฝ่ายขับตัดหน้าหรือใครเป็นคนชนท้าย
จุดเกิดเหตุและทิศทางการเดินรถ: ตำรวจจะดูว่าใครขับอยู่ใน "ทางเอก" (ทางหลัก) และใครอยู่ใน "ทางโท" (ทางซอย) กฎหมายจราจรทางบกระบุไว้ชัดเจนมากค่ะว่า รถที่อยู่ในทางโทต้องหยุดให้รถในทางเอกขับผ่านไปก่อนเสมอ หากเกิดการชนกันตรงทางแยก รถที่ขับออกมาจากทางโทมักจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเป็นฝ่ายผิดค่ะ
พยานบุคคลในที่เกิดเหตุ: การสอบถามคนเดินเท้า แม่ค้าที่ขายของอยู่แถวนั้น หรือคนขับรถคันอื่นๆ ที่ขับตามมาและเห็นเหตุการณ์พอดี ก็เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่ศาลรับฟังค่ะ
2. หากพิสูจน์ไม่ได้จริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น? (กรณีประมาทร่วม)
หากรถชนกันในจุดที่เป็นมุมอับสายตา ไม่มีพยานบุคคล ไม่มีกล้องวงจรปิดเลย และร่องรอยการชนก็ไม่สามารถชี้ชัดได้เลยว่าใครเป็นคนผิดกันแน่ (เช่น ต่างฝ่ายต่างเถียงว่าตัวเองได้ไฟเขียว หรือต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกคนขับกินเลนเข้ามาหา) กรณีแบบนี้ ตำรวจอาจจะพิจารณาตัดสินให้เป็นกรณี "ประมาทร่วม" ค่ะ
คำว่า ประมาทร่วม ในภาษากฎหมาย หมายถึง ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความประมาทเลินเล่อ และต่างก็มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นด้วยกันทั้งคู่ ผลทางกฎหมายก็คือ "ต่างฝ่ายต่างต้องซ่อมรถของตัวเอง" ค่ะ คุณไม่สามารถไปเรียกร้องขอค่าซ่อมรถจากอีกฝ่ายได้ การที่ต่างฝ่ายต่างประมาทนี้ ศาลจะพิจารณาดูว่าพฤติกรรมของฝ่ายไหนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายมากกว่ากัน ซึ่งเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 โดยส่วนใหญ่มักจะจบลงที่การรับผิดชอบซ่อมรถของใครของมันค่ะ
3. "ประกันขาด" ใครต้องเป็นคนจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด?
เมื่อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, ชั้น 2+, หรือชั้น 3+) หมดอายุหรือคุณลืมต่อประกัน ความคุ้มครองจากบริษัทประกันก็จะสิ้นสุดลงทันทีค่ะ ทีนี้ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมรถก็จะตกอยู่ที่ตัวคุณเต็มๆ โดยเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณีดังนี้ค่ะ:
กรณีที่คุณเป็น "ฝ่ายถูก": แม้ว่ารถของคุณจะไม่มีประกันภัยคุ้มครองแล้ว คุณก็ยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย (เช่น ค่าซ่อมรถตามจริง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม) จากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้ค่ะ โดยคู่กรณีคนนั้นจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสดเอง หรือถ้าเขามีประกัน ก็ให้บริษัทประกันของคู่กรณีเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้คุณค่ะ
กรณีที่คุณเป็น "ฝ่ายผิด": กรณีนี้จะเหนื่อยและหนักที่สุดเลยค่ะ เพราะนอกจากคุณจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมรถของตัวเองทั้งหมดแล้ว คุณยังต้องควักเงินสดส่วนตัวเพื่อชดใช้ค่าซ่อมรถและค่าเสียหายต่างๆ ให้กับคู่กรณีอีกด้วย หากคุณดื้อดึงไม่มีเงินจ่าย คู่กรณีหรือบริษัทประกันของคู่กรณี ก็มีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับคดี ยึดทรัพย์สิน หรืออายัดเงินเดือนของคุณเพื่อเอามาจ่ายค่าซ่อมรถได้เลยนะคะ การขับรถไปชนคนอื่นจนได้รับความเสียหายแบบนี้ ถือเป็นการทำ "ละเมิด" ซึ่งเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้ทำละเมิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายค่ะ
4. พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ช่วยจ่ายค่าซ่อมรถได้ไหม?
หลายคนมักจะสับสนระหว่าง "ประกันภาคสมัครใจ" (พวกประกันชั้น 1, 2, 3) กับ "พ.ร.บ." หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 (ประกันภัยภาคบังคับ) นะคะ
จำไว้ให้แม่นเลยว่า พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองเฉพาะ "ค่ารักษาพยาบาลเมื่อคนบาดเจ็บ และเงินชดเชยเมื่อมีการเสียชีวิต" เท่านั้นค่ะ พ.ร.บ. จะ ไม่คุ้มครองเรื่องค่าซ่อมรถเด็ดขาด ดังนั้น ต่อให้ พ.ร.บ. ของคุณจะยังไม่ขาดอายุ คุณก็ไม่สามารถเอา พ.ร.บ. มาเคลมเป็นค่าเคาะพ่นสีหรือซ่อมกันชนรถได้เลยค่ะ
คำแนะนำเมื่อเกิดเหตุชนกันแบบไม่มีกล้องหน้ารถ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติให้ดีค่ะ อย่าเพิ่งรีบขยับรถออกจากจุดที่ชน (ยกเว้นแต่ว่ารถจอดขวางการจราจรอย่างหนักและคุณกับคู่กรณีตกลงกันได้แล้วว่าใครผิด) ให้รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปที่เกิดเหตุไว้เยอะๆ ค่ะ ถ่ายทั้งมุมกว้าง มุมแคบ ถ่ายให้เห็นรอยเบรกบนถนน และอย่าลืมถ่ายป้ายทะเบียนรถคู่กรณีไว้ให้ครบถ้วนที่สุด จากนั้นให้โทรเรียกตำรวจจราจรมาทำแผนที่เกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันในการดำเนินคดีต่อไปค่ะ
อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวินาที การต่อประกันภัยรถยนต์ให้ต่อเนื่องไม่ให้ขาด และการลงทุนติดกล้องหน้ารถที่ใช้งานได้จริง จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ และช่วยลดความปวดหัวเรื่องกฎหมายและการเสียเงินก้อนโตได้ดีที่สุดค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (เรื่องการทำละเมิด) และ มาตรา 442 (เรื่องความผิดที่มีส่วนร่วมกัน หรือ ประมาทร่วม)
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น