โอนเงินผิดบัญชี หรือถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน อายัดทันไหม? เปิดขั้นตอนและข้อกฎหมายที่ต้องรู้

 


โอนเงินผิดบัญชี หรือถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน อายัดทันไหม? เปิดขั้นตอนและข้อกฎหมายที่ต้องรู้

ในยุคดิจิทัลที่เราทำทุกอย่างผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน การทำธุรกรรมทางการเงินอย่างการโอนเงินซื้อของ จ่ายบิล หรือโอนเงินให้ครอบครัว ทำได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสค่ะ แต่ความสะดวกสบายนี้ก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง หลายคนอาจจะเคยเจอปัญหา "กดเลขบัญชีผิด" หรือจำเลขสลับกันแล้วเผลอโอนเงินไปให้ใครก็ไม่รู้ หรือในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการตกเป็นเหยื่อ "ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน"

เมื่อรู้ตัวว่าเงินในบัญชีหายไปอยู่ในมือคนอื่นแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนมักจะตื่นตระหนกและตั้งคำถามคือ "ทำยังไงถึงจะดึงเงินกลับมาได้?" หรือ "ต้องโทรแจ้งใครให้อายัดบัญชีทันที?" วันนี้เราจะมาแนะนำขั้นตอนที่ถูกต้อง รวดเร็ว และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนอย่างครบถ้วนค่ะ โดยเราจะแบ่งการรับมือออกเป็น 2 กรณีหลักที่ต้องใช้วิธีจัดการแตกต่างกันอย่างชัดเจนนะคะ

1. กรณีถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน (ภัยไซเบอร์)

หากคุณรู้ตัวว่าโดนหลอกอย่างแน่นอน เช่น สั่งซื้อของออนไลน์แล้วร้านค้าปิดเพจหนี โดนหลอกให้ร่วมลงทุนที่ไม่มีจริง หรือมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาข่มขู่หลอกให้โอนเงิน กฎหมายใหม่ได้เปิดช่องทางด่วนให้คุณสามารถ "ระงับธุรกรรม" ได้รวดเร็วขึ้นมาก โดยไม่ต้องเสียเวลารอเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อนค่ะ ให้คุณตั้งสติและทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ทันที:

  • โทรแจ้งอายัดบัญชีทันที (ภายใน 24 ชั่วโมง): ให้รีบโทรศัพท์ไปที่ สายด่วน AOC 1441 (ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) ซึ่งสามารถโทรได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ หรือเลือกโทรเข้า "ศูนย์รับแจ้งเหตุภัยทางการเงิน" ของธนาคารต้นทางของคุณโดยตรง เจ้าหน้าที่จะรับเรื่องและทำการ "อายัดบัญชีปลายทาง" รวมถึงระงับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องให้ชั่วคราวเป็นเวลา 72 ชั่วโมง (3 วัน) เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพโอนเงินถ่ายเทหนีไปบัญชีอื่นค่ะ ขั้นตอนนี้เป็นสิทธิเด็ดขาดของเหยื่อตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ที่ให้อำนาจธนาคารสามารถระงับบัญชีม้าได้ทันทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ

  • รวบรวมหลักฐานให้แน่นหนาที่สุด: ระหว่างที่บัญชีของคนร้ายถูกอายัดชั่วคราว ให้คุณรีบแคปหน้าจอหลักฐานทุกอย่างเก็บไว้ให้ครบถ้วน เช่น สลิปโอนเงิน (e-Slip) แชทการพูดคุยตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ หน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กหรือไลน์ของมิจฉาชีพ เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามา และลิงก์เว็บไซต์ที่ใช้หลอกลวง

  • แจ้งความออนไลน์ (ภายใน 72 ชั่วโมง): เมื่อโทรระงับบัญชีเรียบร้อยแล้ว คุณต้องเข้าไปดำเนินการแจ้งความที่เว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th (ย้ำว่าเป็นเว็บไซต์จริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องลงท้ายด้วย .go.th เท่านั้นนะคะ) เพื่อนำเลขรับแจ้งความ (Case ID) ไปยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้พนักงานสอบสวนออก "หมายเรียกพยานเอกสาร (ตราครุฑ)" ส่งไปให้ทางธนาคาร เพื่อดำเนินการขยายเวลาอายัดบัญชีม้านั้นต่อไปจนกว่าคดีความจะสิ้นสุดและได้เงินคืนค่ะ

2. กรณีโอนเงินผิดบัญชีด้วยตัวเอง (ความผิดพลาดส่วนตัว)

กรณีนี้จะแตกต่างจากการถูกมิจฉาชีพหลอกนะคะ เพราะคนที่รับเงินโอนผิดไป เขาไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือตั้งใจจะโกงเราตั้งแต่แรก เราจึงไม่สามารถโทรไปสั่งให้ธนาคารอายัดบัญชีเขาทันทีได้ (เพราะเขาอาจจะได้รับความเดือดร้อนหากบัญชีโดนล็อคโดยไม่รู้ตัว) ขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ:

  • ติดต่อธนาคารต้นทางของเรา: รีบโทรศัพท์หาคอลเซ็นเตอร์หรือเดินทางไปที่สาขาของธนาคาร เพื่อแจ้งเรื่องว่าเราทำรายการโอนเงินผิดบัญชี ธนาคารจะขอให้คุณแสดงหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงิน วันเวลาที่ทำรายการ และข้อมูลเลขที่บัญชีที่โอนผิดไป

  • ไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน: นำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อขอเอกสารบันทึกประจำวัน (ที่มีตราครุฑ) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเราโอนเงินผิดไปจริง ไม่ได้เป็นการโอนเพื่อจ้างวาน ซื้อขายสิ่งของผิดกฎหมาย หรือฟอกเงิน

  • ส่งเอกสารให้ธนาคารประสานงาน: นำใบแจ้งความส่งกลับไปให้ธนาคารต้นทาง จากนั้นธนาคารของเราจะทำหน้าที่เป็นคนกลาง "ติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีปลายทาง" เพื่อแจ้งเหตุการณ์ให้เขาทราบ และขอความยินยอมให้ธนาคารดำเนินการดึงเงินกลับมาคืนให้เราค่ะ

3. กฎหมายจัดการคนรับเงินโอนผิดแล้วไม่ยอมคืน

หลายคนอาจจะเจอสถานการณ์ที่ว่า หากธนาคารสามารถติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทางได้แล้ว แต่เขาดื้อดึงไม่ยอมโอนเงินคืน เพิกเฉย หรือนำเงินของเราไปใช้จ่ายจนหมดแล้ว จะทำอย่างไร?

ในทางกฎหมาย การกระทำแบบนี้ถือว่ามีความผิดชัดเจนค่ะ เมื่อเขาทราบแล้วว่าเงินก้อนนั้นไม่ใช่ของตนเองแต่ยังนำไปใช้ประโยชน์ จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐาน "ยักยอกทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับค่ะ

นอกจากนี้ ในทางแพ่ง การที่เขาได้รับเงินของเราไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จะถือว่าเขารับ "ลาภมิควรได้" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ซึ่งกฎหมายบังคับให้เขาต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เราค่ะ หากเขาไม่ยอมคืน เรามีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายความเพื่อยื่นฟ้องร้องต่อศาล บังคับให้เขาคืนเงินเต็มจำนวน พร้อมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยตามกฎหมายเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินผิดหรือโดนหลอก "ความรวดเร็ว" คือหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ ยิ่งคุณรู้ตัวเร็วและแจ้งเรื่องดำเนินเรื่องเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เงินจะยังค้างอยู่ในบัญชีปลายทางและสามารถดึงกลับมาได้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ก่อนจะกดปุ่มยืนยันการโอนเงินหรือสแกนจ่ายทุกครั้ง ขอให้ตั้งสติ ตรวจสอบชื่อ-นามสกุลของผู้รับให้มั่นใจ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวตามแก้ปัญหาและเสียเวลาไปขึ้นศาลกันทีหลังนะคะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ว่าด้วยความผิดฐานยักยอกทรัพย์)

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 (ว่าด้วยเรื่องลาภมิควรได้)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"