หมายเรียกพยาน เปลี่ยนเป็น "ผู้ต้องหา" ได้ไหม? เจาะลึกแทคติกตำรวจที่คุณต้องรู้ก่อนให้ปากคำ

 

เชื่อว่าหลายคนที่ได้รับเอกสารตราครุฑหรือ "หมายเรียก" จากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมาถึงหน้าบ้านคงมีอาการตกใจและกังวลใจกันไม่น้อย แต่พอเปิดอ่านรายละเอียดดูแล้วพบว่าเป็นเพียง "หมายเรียกพยาน" ก็อาจจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เพราะคิดเอาเองว่าเราก็แค่ไปให้ข้อมูลเฉยๆ ไม่ได้มีความผิดอะไร ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก

แต่ช้าก่อนค่ะ! ในโลกของการดำเนินคดีอาญาและกระบวนการยุติธรรม มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในทางปฏิบัติ คือตอนแรกถูกเรียกไปสอบสวนในฐานะ "พยาน" แต่หลังจากให้ปากคำเสร็จหรือผ่านไปไม่นาน กลับมี "หมายเรียกผู้ต้องหา" ส่งตามมาติดๆ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือถูกแจ้งข้อกล่าวหาในห้องสอบสวนทันที คำถามที่ตามมาคือ ตำรวจทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? แล้วทำไมถึงไม่ออกหมายเรียกผู้ต้องหามาตั้งแต่แรก? วันนี้เพจ Law-HelpTH จะพามาเจาะลึกเบื้องหลัง แทคติกการทำงานของพนักงานสอบสวน และข้อกฎหมายเรื่องนี้กันอย่างละเอียดค่ะ

1. ทำไมตำรวจถึงออกหมายเรียกเป็น "พยาน" ในตอนแรก?

การที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกคุณในฐานะพยานก่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ แต่มักจะมีเหตุผลหลักๆ ทางรูปคดีอยู่ 3 ประการ ดังนี้:

  • พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ: ในช่วงเริ่มต้นของการทำคดี ตำรวจอาจจะยังมีหลักฐานแค่บางส่วนที่เชื่อมโยงมาถึงคุณ แต่พยานหลักฐานนั้นยังไม่ชัดเจนหรือไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะ "ฟันธง" ว่าคุณคือคนร้าย หากรีบออกหมายเรียกผู้ต้องหาอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงต้องเรียกคุณมาสอบถามข้อมูลในฐานะพยานเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมก่อน

  • ต้องการให้คุณลดความระมัดระวังตัว (แทคติกสืบสวน): นี่คือเทคนิคที่เจอบ่อยมากค่ะ เพราะถ้าตำรวจออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาเลย คุณย่อมต้องตื่นตัว เตรียมคำให้การมาอย่างดี และพา "ทนายความ" เข้าไปนั่งประกบด้วยแน่นอน แต่ถ้าเรียกมาเป็นพยาน คนส่วนใหญ่จะมาตัวเปล่า สบายใจ ไม่ทันระวังตัว และมักจะเผลอเล่าทุกอย่างออกมาตามที่ตำรวจตะล่อมถามค่ะ

  • เรียกมาเพื่อหาจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย: ตำรวจอาจจะรู้อยู่แล้วว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ต้องการคำให้การของคุณไปมัดตัวผู้กระทำผิดคนอื่นๆ หรือใช้คำให้การของคุณเองนั่นแหละ มาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการย้อนกลับมาดำเนินคดีกับคุณ

2. จุดเปลี่ยนสำคัญ! อะไรทำให้พยาน กลายเป็น "ผู้ต้องหา"?

การที่คุณจะถูกเปลี่ยนสถานะจากประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้ต้องหา มักจะเกิดจาก "จุดพลาด" ในระหว่างการให้ปากคำ หรือมีพยานหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นมามัดตัวค่ะ เช่น:

  • เผลอให้การ "ปรักปรำตัวเอง": ในขณะที่ตำรวจสอบปากคำในฐานะพยาน คุณอาจจะเผลอพูดข้อมูลบางอย่างที่ไปเข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญาโดยไม่รู้ตัว เช่น คดีฉ้อโกง คุณอาจเผลอยอมรับว่าได้รับเงินส่วนแบ่งเข้าบัญชีจริง คดีทำร้ายร่างกาย คุณอาจเผลอยอมรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุจริง หรือให้การขัดแย้งกันเองจนตำรวจจับพิรุธได้

  • เจอหลักฐานเด็ดในภายหลัง: หลังจากสอบพยานเสร็จ ตำรวจอาจจะไปเจอเส้นทางการเงิน กล้องวงจรปิด หรือมีผู้ต้องหาคนอื่นมาซัดทอดว่าคุณคือ "ตัวการร่วม" ตำรวจจึงมีสิทธิรวบรวมหลักฐานเหล่านั้นแล้วเปลี่ยนสถานะคุณเป็นผู้ต้องหาในภายหลังได้ทันที

3. ตำรวจทำแบบนี้ "ผิดกฎหมาย" หรือไม่?

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองถูกตำรวจหลอกให้ไปเป็นพยานแล้วมาตลบหลังแจ้งข้อหาทีหลัง แต่ในทางกฎหมายต้องบอกว่า "ตำรวจมีสิทธิทำได้ และไม่ถือว่าผิดกฎหมายค่ะ"

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) เมื่อพนักงานสอบสวนพบว่ามีพยานหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด ก็มีอำนาจแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกในฐานะผู้ต้องหาได้เสมอ ไม่ว่าก่อนหน้านี้บุคคลนั้นจะเคยนั่งให้การเป็นพยานมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

แต่มีข้อแม้ที่สำคัญมากคือ! ทันทีที่ตำรวจประเมินแล้วว่าคุณคือ "ผู้ต้องหา" ตำรวจจะต้องหยุดสอบสวนคุณในฐานะพยานทันที และต้องดำเนินการ "แจ้งสิทธิของผู้ต้องหา" ให้คุณทราบอย่างเป็นทางการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 (เช่น สิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำของคุณอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ และสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วมรับฟัง) หากตำรวจลักไก่ไม่ยอมแจ้งสิทธิเหล่านี้ คำให้การที่คุณพูดไปทั้งหมด จะนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษคุณในศาลไม่ได้เลยค่ะ ถือเป็นข้อบังคับที่ตำรวจต้องทำตามอย่างเคร่งครัด

4. วิธีรับมืออย่างชาญฉลาดเมื่อได้รับ "หมายเรียกพยาน"

เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว หากคุณได้รับหมายเรียกพยานในคดีที่คุณคิดว่าตัวเองอาจจะ "มีส่วนพัวพัน" แม้เพียงเล็กน้อย ขอแนะนำวิธีรับมือดังนี้ค่ะ:

  • ตั้งสติและอย่าชะล่าใจ: อย่าคิดว่าไปคุยกับตำรวจแป๊บเดียวก็จบ ให้เตรียมตัวเหมือนว่าเราอาจจะถูกตั้งข้อหาได้เสมอ

  • ปรึกษาทนายความก่อนไปพบตำรวจ: นำหมายเรียกไปปรึกษาทนาย เล่าความจริงทั้งหมดให้ทนายฟัง เพื่อประเมินความเสี่ยงว่าคุณมีโอกาสกลายเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ และในทางปฏิบัติ คุณสามารถพาผู้ไว้วางใจหรือทนายความไปนั่งฟังการสอบปากคำด้วยได้ค่ะ

  • รักษาสิทธิในการพูด: แม้ไปในฐานะพยาน แต่ถ้าตำรวจถามคำถามที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณรับโทษทางอาญา หรือดึงคุณเข้าไปเกี่ยวพันกับความผิด คุณมีสิทธิปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้นได้ตามกฎหมายค่ะ

  • อ่านให้ละเอียดก่อนเซ็นชื่อ: บันทึกคำให้การที่ตำรวจพิมพ์ออกมา คุณต้องอ่านทบทวนทุกบรรทัด หากข้อความไหนเราไม่ได้พูด หรือพิมพ์มาผิดเพี้ยนไปจากเจตนา ต้องขอให้ตำรวจแก้ไขทันที ห้ามเซ็นชื่อรับรองเด็ดขาดหากยังไม่อ่าน

การพลิกบทบาทจาก "พยาน" เป็น "ผู้ต้องหา" เกิดขึ้นได้เสมอในกระบวนการยุติธรรมของไทย ดังนั้น ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้าห้องสอบสวน ไม่ว่าจะไปในฐานะอะไร ขอให้มีสติ คิดก่อนพูดเสมอ และหากไม่มั่นใจในข้อเท็จจริง การมีทนายความที่มีประสบการณ์อยู่เคียงข้าง ถือเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมายที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาสิทธิและอิสรภาพของคุณค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134: ว่าด้วยการแจ้งข้อกล่าวหา

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4: ว่าด้วยการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหา (สิทธิให้การ และสิทธิมีทนายความ)

  • ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"