รับมือวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ: วิธีเซฟรถยนต์ให้รอดพ้นความเสียหายและเคลมประกันได้ชัวร์

 



สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นวงกว้าง สำหรับคนรักรถและผู้ใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน การปล่อยให้รถจมน้ำถือเป็นฝันร้ายที่สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ดังเช่นบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมอู่ซ่อมรถเมื่อปี 2567 ที่มีรถยนต์จมน้ำเสียหายพร้อมกันกว่า 50 คัน


หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 อาจจะคิดว่า "เดี๋ยวประกันก็จ่าย" แต่ในทางกฎหมายประกันภัยนั้น มีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ผู้เอาประกันต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง หากเรารู้วิธีรับมือ จัดการอย่างถูกต้อง และเข้าใจข้อกฎหมาย เราจะสามารถบรรเทาความเสียหาย ฟื้นฟูรถให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ และที่สำคัญที่สุดคือ "รักษาสิทธิในการเคลมประกัน" ได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ


1. กฎเหล็กทางกฎหมาย: ทำไม "ห้ามขับลุยน้ำ" ถึงเป็นเส้นแบ่งระหว่างได้เคลมกับถูกปฏิเสธ

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมคือการตั้งสติและ "ห้ามพยายามสตาร์ทรถเพื่อขับลุยน้ำเด็ดขาด" การฝืนขับรถลุยน้ำเข้าไปในพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูง ไม่เพียงแต่จะทำให้เครื่องยนต์ดับ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย


ในมุมมองของกฎหมาย หากรถของคุณจอดอยู่ดีๆ ที่บ้านหรือที่ทำงาน แล้วเกิดฝนตกหนัก น้ำล้นตระลิ่งจนท่วมรถ กรณีนี้กฎหมายมองว่าเป็น "เหตุสุดวิสัย" ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 (เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรแล้ว) ซึ่งประกันภัยชั้น 1 จะต้องให้ความคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหายให้คุณอย่างแน่นอน



แต่ในทางกลับกัน หากคุณเห็นอยู่แล้วว่าถนนข้างหน้ามีน้ำท่วมขังสูง มีป้ายเตือน หรือมีการประกาศจากภาครัฐ แต่คุณยังตัดสินใจสตาร์ทรถและขับลุยเข้าไปโดยเจตนาเพื่อจะฝ่าไปให้ได้ การกระทำลักษณะนี้ บริษัทประกันภัยมีสิทธิอ้างข้อกฎหมายเพื่อ "ปฏิเสธการเคลม" ได้ทันที โดยอาศัยหลักตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในความวินาศภัยอันเกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย" การขับรถลงไปในน้ำที่ท่วมสูงทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง ศาลและบริษัทประกันจะตีความว่านี่คือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั่นเองค่ะ ดังนั้น หากประเมินแล้วว่าระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ให้รีบซีลปิดรถ จอดล็อกรถไว้ให้สนิท และรอจนกว่าน้ำจะลดลงจะปลอดภัยต่อกระเป๋าเงินที่สุดค่ะ



2. 3 ขั้นตอนฉุกเฉิน: กู้ชีพรถก่อนน้ำทะลักเข้า พร้อมเก็บหลักฐานทางกฎหมาย

หากน้ำเริ่มสูงขึ้นและกำลังจะท่วมรถ สิ่งที่คุณต้องรีบลงมือทำเพื่อลดความเสียหาย และรักษาสิทธิในการเคลมประกันเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าปล่อยปละละเลยทรัพย์สิน มีดังนี้ค่ะ:


ปิดปากท่อไอเสียกันโคลน: นำถุงพลาสติกมาคลุมปิดบริเวณปากท่อไอเสียให้มิดชิด แล้วใช้หนังยางรัดให้แน่นหนา วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำและเศษดินโคลนไหลทะลักเข้าไปสะสมในระบบท่อไอเสียและเครื่องยนต์เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น


ปลดขั้วแบตเตอรี่ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร: เปิดฝากระโปรงหน้ารถ แล้วใช้ประแจเบอร์ 10 คลายนอตที่ขั้วแบตเตอรี่ (แนะนำให้ดึงขั้วลบออกก่อน) จากนั้นดึงสายขั้วแบตเตอรี่ออกและจัดวางให้ห่างจากตัวแบตเตอรี่เพื่อตัดระบบไฟ การทำเช่นนี้เป็นการป้องกันไม่ให้กล่องควบคุมไฟฟ้า (ECU) และระบบไฟฟ้ารอบคันเกิดการลัดวงจรจนเสียหายหนัก ซึ่งจะช่วยเซฟค่าซ่อมไปได้หลักแสนบาท


ถ่ายภาพบันทึกหลักฐาน (สำคัญมาก): ในทางกฎหมาย "พยานหลักฐาน" คือสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียกร้องสิทธิ ให้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพและวิดีโอสภาพรถให้ครอบคลุมรอบคัน โดยต้องเห็นป้ายทะเบียนรถ ระดับความลึกของน้ำที่ท่วม และสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างชัดเจน แนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันประเภท Time Stamp เพื่อประทับวันที่ เวลา และพิกัด GPS ลงบนภาพถ่าย ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้การตรวจสอบและการแจ้งเคลมกับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุ (Surveyor) เป็นไปอย่างราบรื่น


3. การฟื้นฟูสภาพรถหลังน้ำลด: หน้าที่บรรเทาความเสียหายของผู้เอาประกัน

เมื่อระดับน้ำลดลงจนสามารถเข้าถึงตัวรถได้แล้ว กฎสำคัญคือ "ห้ามปล่อยให้คราบโคลนแห้งเกรอะกรังติดฝังแน่น" เจ้าของรถสามารถใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างคราบโคลนทั้งภายนอกและภายในตัวรถเป็นการเบื้องต้นได้ทันที


การจัดการภายในห้องโดยสาร: ต้องทำการรื้อเบาะที่นั่งและพรมปูพื้นทั้งหมดออกมาทำความสะอาดและตากแดดให้แห้งสนิท โครงสร้างตัวถังรถมีซอกหลืบจำนวนมากที่น้ำสามารถเข้าไปขังได้ หากล้างไม่สะอาดจะเกิดปัญหาความชื้น สนิม และเชื้อราตามมา


การดูแลระบบไฟฟ้าและกล่อง ECU: ถอดปลั๊กไฟและกล่อง ECU ออกมาทำความสะอาดและเป่าหรือผึ่งลมให้แห้งไวที่สุด กล่อง ECU หลายรุ่นมีซีลกันน้ำป้องกันไว้ หากไม่ได้แช่น้ำโคลนเป็นเวลานานจนเกินไป ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถนำมาซ่อมแซมได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ทั้งหมด



การดูแลรักษารถหลังน้ำท่วมต้องอาศัยความละเอียดอ่อน เมื่อผ่านการรื้อล้างทำความสะอาด ขจัดความชื้น และนำไปทำคาร์สปาเพื่ออบโอโซนฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี ประกอบกับการใช้สิทธิเคลมประกันภัยอย่างถูกต้องตามข้อกฎหมาย รถที่เคยจมน้ำก็สามารถฟื้นฟูกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและคนรักรถทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์น้ำท่วมไปได้อย่างปลอดภัยค่ะ

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 (ความหมายของเหตุสุดวิสัย)

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 (ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัย กรณีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง)

  • เงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (หมวดภัยธรรมชาติ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประกันไม่จ่าย อ้างประวัติสุขภาพเดิม ทำอย่างไรดี? แนวทางตรวจสอบสิทธิและฟ้องบริษัทประกันอย่างถูกกฎหมาย

😢 รถจมน้ำ ประกันชั้น 1 จ่ายเต็มไหม? กางข้อกฎหมายและ 3 ข้อยกเว้นที่ทำให้อดเคลม!

ทำมือถือตกถนนแล้วโดนรถเหยียบ ใครผิด? เจาะลึกกฎหมายจากคลิปไวรัล "ตามไปบีบให้เคลมประกันถึงบ้าน"