โฆษณาอาหารต้องรู้! เจาะลึกความต่าง "มาตรา 40" และ "มาตรา 41" ขายออนไลน์อย่างไรไม่ให้เสี่ยงคุก
โฆษณาอาหารต้องรู้! เจาะลึกความต่าง "มาตรา 40" และ "มาตรา 41" ขายออนไลน์อย่างไรไม่ให้เสี่ยงคุก
ในยุคที่การขายอาหารและอาหารเสริมบนโลกออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนพยายามงัดกลยุทธ์การตลาดและคำโฆษณาเด็ดๆ มาใช้ดึงดูดใจลูกค้า แต่รู้หรือไม่คะว่า การโพสต์ขายสินค้าประเภทอาหารโดยขาดความเข้าใจข้อกฎหมาย อาจนำมาซึ่ง "หมายเรียก" หรือค่าปรับหลักหมื่นถึงหลักแสนได้เลยค่ะ
ประเด็นที่คนทำธุรกิจสายนี้มักจะสับสนมากที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยเฉพาะ "มาตรา 40" และ "มาตรา 41" ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในแง่ของพฤติการณ์ความผิดและบทลงโทษ วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดของทั้ง 2 มาตรานี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และธุรกิจไม่สะดุดค่ะ
1. มาตรา 40 : โฟกัสที่ "ความเท็จและการโอ้อวดเกินจริง"
กฎหมายมาตรานี้ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงโดยตรงค่ะ โดยตัวบทกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร
พฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย: การใช้ถ้อยคำโฆษณาที่พยายามอวดอ้างสรรพคุณของอาหารหรืออาหารเสริม ให้ไปในทิศทางของการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค ซึ่งในทางกฎหมายถือว่านั่นคือการทำหน้าที่ของ "ยา" ไม่ใช่ "อาหาร" ค่ะ
ตัวอย่างคำต้องห้าม: การอ้างว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของอวัยวะร่างกาย เช่น "รักษามะเร็งระยะสุดท้าย", "ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมใน 3 วัน", "ล้างสารพิษ (Detox) ลำไส้หมดจด", "บำรุงสายตาสั้นให้กลับมามองเห็นปกติ" หรือ "เพิ่มภูมิคุ้มกันต้านไวรัสโควิด-19" ถ้อยคำเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความหลงเชื่อโดยไม่สมควรทั้งสิ้นค่ะ
บทลงโทษที่รุนแรง: เนื่องจากพฤติกรรมนี้เป็นการหลอกลวงผู้บริโภคโดยตรงและอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้หลงเชื่อ กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างหนักตาม มาตรา 70 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับค่ะ
2. มาตรา 41 : โฟกัสที่ "การไม่ขออนุญาตก่อนเผยแพร่"
สำหรับกฎหมายมาตรานี้ จะไม่ได้ดูที่ความจริงหรือความเท็จของเนื้อหาค่ะ แต่เป็นเรื่องของการควบคุม "ขั้นตอน" การเผยแพร่สื่อโฆษณา โดยกำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางสื่อต่างๆ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำภาพ เสียง หรือข้อความที่จะโฆษณานั้นไปให้ผู้อนุญาต (อย.) ตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณาได้
พฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย: การนำรูปภาพแพ็กเกจสินค้า คลิปวิดีโอรีวิวจากลูกค้า หรือคำบรรยายสรรพคุณไปโพสต์ขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, TikTok, Instagram, โทรทัศน์, ป้ายโฆษณา หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อหวังผลกำไรทางการค้า โดยที่ชิ้นงานโฆษณานั้นยังไม่ผ่านการตรวจพิจารณา และยังไม่ได้รับเลขอนุญาตโฆษณาอาหาร (ใบ ฆอ.) จาก อย.
จุดพังที่หลายคนพลาด: สิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะเข้าใจผิดคือ คิดว่าถ้าพูดความจริงก็ไม่น่าจะผิดกฎหมาย แต่ความจริงคือ แม้ว่าสรรพคุณที่คุณเขียนจะเป็นความจริง 100% มีผลวิจัยระดับโลกมารองรับ และไม่มีการโอ้อวดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย หากคุณนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าโดยไม
่ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตก่อน ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 41 นี้ทันทีค่ะ บทลงโทษ: ความผิดฐานไม่ขออนุญาตโฆษณา จะมีบทลงโทษที่เบากว่าการหลอกลวงผู้บริโภค โดยมีโทษตาม มาตรา 71 คือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาทค่ะ
3. กรณีศึกษา: โดนรวบยอด 2 ข้อหาพร้อมกัน
ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ การกระทำความผิด 2 มาตรานี้มักจะมีความเกี่ยวโยงและเกิดขึ้นพร้อมกันค่ะ หากผู้ประกอบการแอบทำรูปภาพโพสต์ขายอาหารเสริมโดยอ้างว่า "รักษามะเร็งได้" และโพสต์ลงเพจโดยไม่ได้นำรูปนั้นไปขออนุญาต อย. เจ้าหน้าที่จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดควบ 2 ข้อหาเลยค่ะ
นั่นคือ ผิดทั้งมาตรา 41 (เผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต) และผิดมาตรา 40 (อวดอ้างเกินจริงหลอกลวงผู้บริโภค) ซึ่งจะถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีทั้งโทษปรับและมีความเสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุกด้วย แต่ในทางกลับกัน หากคุณขายอาหารเสริมโดยใช้ข้อความบรรยายส่วนผสมทั่วไป ไม่ได้อวดอ้างเรื่องการรักษาโรคเลย แต่ดันลืมไปขอใบ ฆอ. ก่อนโพสต์ขาย กรณีนี้ก็จะมีความผิดเฉพาะมาตรา 41 (โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท) เพียงข้อหาเดียวค่ะ
ข้อแนะนำเพื่อการทำธุรกิจอย่างปลอดภัย
ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขออนุญาตโฆษณาอาหาร (ฆอ.) ได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกสบายผ่านระบบ e-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ค่ะ เพื่อให้คุณสามารถนำข้อความ ภาพกราฟิก หรือคลิปวิดีโอ ไปใช้โปรโมตสินค้าได้อย่างสบายใจ ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าจะโดนจดหมายเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลัง
วิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุดในการทำธุรกิจสายอาหารและเครื่องดื่มในระยะยาว คือการเขียนคำโฆษณาอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง ไม่โอ้อวดสรรพคุณข้ามเส้นไปเป็นยา และต้องนำชิ้นงานโฆษณาทุกชิ้นไปยื่นขอเลข ฆอ. จาก อย. ให้เรียบร้อยก่อนกดปุ่มเผยแพร่จริงทุกครั้งค่ะ
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางกฎหมาย:
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 (หมวด 4 การโฆษณา มาตรา 40 และ 41 / หมวด 8 บทกำหนดโทษ มาตรา 70 และ 71)
ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2561
คู่มือการขออนุญาตโฆษณาอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น